วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

My Writer : Step Six



My Writer : Step Six



[Always Part]


โคตรตื่นเต้น!


วันนี้ผมจะได้ไปเดทกับเฟลด้วยล่ะ ต้องหาเหตุผลร้อยแปดกว่าเจ้าตัวจะยอมไป ต้องเอาข้ออ้างสารพัดไปหว่านล้อม ไม่ใช่ไม่เคยไปกินข้าวด้วยกันสองต่อสองนะ เคยไปบ่อยๆ เหมือนกันแต่นั่นมันก็แค่ไปกินที่ห้องเฟลเพราะเฟลไม่ชอบกินข้าวนอกบ้าน นานๆ อ้อนสำเร็จทีจัดเต็มซะหน่อยจะเป็นไรไป ผมโทรไปจองร้านไว้เรียบร้อยตั้งแต่ที่เฟลตกลงเมื่อวาน


“แหม วันนี้คุณน้องออเวย์อารมณ์ดี๊ดีนะคะ” 


“ก็ปกติ” ผมตอบเสียงนิ่ง พี่นิน่าเป็นกระเทยร่างเล็กหุ่นเพรียวหน้าสวยผ่านการแปลงโฉมมาแล้วทั้งหน้าที่น้อยครั้งนักจะเห็น (ทุกทีผมเห็นแค่แบบเจ๊ก้อย หุ่นบึก ร่างบึน เสียงห้าวแต่ดัดจริตดัดให้เล็กลง)


“แน่เหรอ ถึงหน้าน้องจะยังนิ่งแววตามันฟ้องนะเออ นัดสาวไว้ล่ะสิ หุหุ”


คราวนี้ผมเงียบ เบื่อพี่แกจริงๆ ครับ พี่นิน่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เดาอารมณ์ผมออกถ้าไม่นับเฟลนะ(เฟลรู้ใจผมดีที่สุด!!) แล้วพี่แกก็ยังพ่วงตำแหน่งสไตล์ลิสคนเก่งอีกด้วย


“อุ้ย! โทษจ้ามือมันไปเอ้งงงง” พี่นินาตีมือตัวเองเพี๊ยะ ไม่ใช่อะไรก็มือพี่มันซนอ่ะครับเลื้อยเข้ามาในเสื้อผมเลยถลึงตาใส่แมร่ง ให้มาจัดเสื้อผ้าเตรียมถ่ายแบบไม่ได้ให้มาลวนลาม


ร่างกายนี้มีไว้ให้เฟลแค่คนเดียว =,.=


“เอ้า เรียบร้อย เก๋กู้ดไปเลยค่ะ หุ่นก็ ซี๊ด... หน้าฟัด!” ผมกรอกตาแล้วเลี่ยงมาเข้านั่งรอเข้าฉากปล่อยพี่แกทำหน้าหื่นเช็ดน้ำลายต่อไป เอาเถอะแค่มองผมไม่ถือ


แต่รอเท่าไหร่คู่ถ่ายแบบวันนี้ก็ยังไม่โผล่หัวออกมาสักที ไอ้ผมจากที่อารมณ์ดี๊ด้าจะได้ไปเดทกับเฟลตอนนี้หน้าเริ่มหงิกแล้วครับ ช่างแต่งหน้ากับพี่นินารับรู้ถึงความหงุดหงิดของผมได้เป็นคนแรกทั้งสองเดินมาโอ๋ผมใหญ่เลย ผมไม่ใช่พวกชอบเอาแต่ใจตัวเองเพราะเห็นว่าดังนะครับ ทุกทีผมทำงานอย่างไม่เคยมีอิดออดเอาอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่แมร่งวันนี้มันเป็นวันสำคัญของผม!!


เดทแรกกับเฟล!!


“ใครถ่ายคู่กับผม” เอาเข้าไปสิหน้าเรียบเสียงกูนิ่งได้อีก เหมือนลมสงบก่อนพายุจะมาอะไรเทือกนั้น ปกติผมไม่ใช่คนพูดมากและไม่ค่อยแสดงอารมณ์ใดๆ อยู่แล้วพอมาเห็นแบบนี้พี่ๆ แกเลยหน้าเลิกลั่นกันใหญ่ คนที่ผมยอมให้เห็นทุกด้านที่ใครๆ ไม่เคยเห็นมีแค่เฟลคนเดียวเท่านั้น คนอื่นจะเห็นผมในมาดหยิ่งๆ นิ่งๆ บางทีผมก็ถูกเขม่นบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องงานเท่าไหร่เพราะผมมีรับผิดชอบสูงพอตัว


“อะ เอ่อ อากิระค่ะคุณน้อง”


ผมเลิกคิ้ว อากิระไหนกูไม่รู้จัก พี่นิน่าแจ่นไปเอานิตยสารเล่มหนึ่งมาพลิกๆ แล้วยื่นจ่อหน้าผมอย่างเอาใจ ผมดูคนในรูปแล้วถึงบางอ้อ จำได้ขึ้นใจว่าเพราะมันเนี่ยแหละที่ทำให้ผมหึงเฟลจนต้องมาเป็นนายแบบ อากิระเมื่อก่อนดังใช่เล่นแต่ระยะหลังมานี้มีข่าวคาวออกมาบ่อยๆ เลยตกอันดับไป แถมแมร่งยังหน้าด้านประกาศออกสื่อว่ากิ๊กกับผมทั้งที่ความจริงแล้วเคยร่วมงานกันไม่ถึงสิบครั้ง แล้วหลังจากนั้นก็เข้ามาทำท่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของผม


“ขอโทษครับ รถติดเลยมาสาย” เสียงแหบห้าวดังมาจากด้านหลัง ผมหันไปมองแล้วเบ้ปาก บอกขอโทษแต่ตามึงไม่ได้สำนึกผิดเลย กูซัดซักทีได้มั้ย


ไอ้หมอนี่มันเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนที่ผมเคยเห็นเยอะเลยครับ มีคนบอกว่ามันไปทำศัลยกรรมมาหน้าเลยสวยหวานขึ้นเมื่อก่อนออกแนวคมเข้ม กล้ามเนื้อพอประมาณที่เคยมีก็ไม่กลายเป็นหุ่นเพรียวไปได้ยังไง ผมเหม็นขี้หน้ามันโคตรเพราะตอน ม.ปลาย เฟลเพ้อหามันตลอด ดีอย่างนั้นหุ่นเท่อย่างนี้ ผมล่ะอยากจะรู้ถ้าเฟลมาเห็นมันเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้แล้วยังเพ้อหาอีกรึเปล่า


“ออเวย์ไม่งอนผมนะ” 


ผมผลักมันออก แมร่งใครอนุญาตให้มึงมาตีซี้เกาะแขนกู กูไม่ได้งอนแต่กูเคืองจะตกอับในวงการอยู่รอมร่อเสื.อกทำตัวน่าเอาหลังตีฟาดหน้าอีก ตอแหลเก่งจริงนะมึง คงอยากจะให้ใครต่อใครคิดว่ามึงกับกูแอบคบกันจริงๆ เพื่อเรียกเรตตี้งตัวเองล่ะสิ เหอะ! 


“ไปเป็นดารากูว่ารุ่งกว่าว่ะ แหลได้โล่ขนาดนี้” ผมเหน็บมันไปแบบเจ็บจิ๊ด หน้าม้านไปเลยสิมึง รู้จักกูน้อยไป


“หึ ออเวย์นี่เข้าใจหยอกนะครับ เอาเถอะผมไปเปลี่ยนชุดก่อนนะครับ” มันทำเป็นหยอกผมกลับแล้วเดินไปพยักเพยิกให้ช่างแต่งหน้าและสไตล์ลิสช่วยแต่งตัวให้


พี่นิน่าแยกเขี้ยวใส่เพราะอากิระมันเดินไปกระแทก “เชี่ย! กูล่ะเกลียดมึงจริงๆ!!”


ผมก็เกลียดครับแต่เกลียดคนละเรื่องกับพี่ เหอะๆ


“ดูมันนะ ดูมัน ทำเชิดที่ใครต่อใครเขาไปรุมเอาอกเอาใจแต่งเนื้อแต่งตัวให้ คิดว่าตัวเองดังตายล่ะใครๆ ถึงต้องไปแคร์ ไม่รู้อะไรซะแล้วว่าเขารีบแต่งตัวมึงเอาใจออเวย์กลัวออเวย์หมดอารมณ์ถ่ายต่างหาก วันนี้เขานัดสาวไว้ย่ะ! จริงมั้ยคะคุณน้อง” จิกตาใส่อากิระแล้วหันมายิ้มหวานใส่ผม สองมาตรฐานได้อีก


“เหอะๆ” ผมไม่ตอบแต่นั่งกระดิกเท้ารออย่าง(พยายามจะ)ใจเย็น 


การถ่ายแบบเซตนี้เป็นไปอย่างค่อนข้างทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะนายแบบที่ถ่ายคู่กันวันนี้โคตรของความเรื่องมาก แถมบางเรื่องที่ไม่ควรมากเกินกลับพยายามจะมากเกิน ยกตัวอย่างก็เช่น โซฟาสีแดงนั่น ตามหลักผมจะต้องนั่งเก๊กขรึมดูแบดบอยหน่อยๆ ส่วนอากิระจะเป็นวอเวเปอร์(?)อยู่ข้างหลัง แต่แมร่งเสร่อมานั่งเกยขาทำหน้าอ้อนตีนผมซะงั้น ดียั้งตีนไว้ได้ทันไม่งั้นหน้าแหกแล้วต้องยืดเวลาถ่ายไปอีกคนที่เซ็งก็ไม่พ้นผมอยู่ดีสิวะ อย่าลืมผมมีนักกับเฟลนะไม่อยากไปสาย 


“ต๊ายๆ คุณน้องคะ ตกลงคุณน้องมาถ่ายแบบหรือมาเต้นรูดเสาคะเนี่ย” คือครั้งนี้ผมต้องยืนพิงเสาแล้วอากิระยืนหันข้างอยู่ด้านหลัง แต่มันดันนอกคอนเซ็ปต์มารูดขาผมซะงั้น พี่นิน่าแกหมั่นไส้เลยแหวะใหญ่แถมเข้ามาลากผมออกหลุนๆ


“ก็ท่านี้สวยกว่านี่ป้า! จะให้ผมเป็นตัวประกอบทั้งเซตเลยรึไง!!!” นี่ก็เอาเรื่องพอกัน จะจบมั้ยวันนี้?


“เออสิยะ! เขาจ้างมาประกอบฉากจะเอาอะไรมากมาย ก็ดีกว่าตกงานไม่ใช่เรอะ!!”


“ต่อยกับกูมั้ยอีกระเทยหน้าหัก!!”


“มึงสิอีเกย์หน้าปลวก!!”


เอาเข้าไปสิกูล่ะปวดหัว กว่าจะถ่ายเสร็จได้ล่อไปหลายชั่วโมงแต่ยังดีที่เหลือเวลาอีกเยอะ ผมดี้ด้าไปนั่งรอที่ร้านก่อนเวลานัดเป็นชั่วโมง บอกตามตรงผมหวัง ผมตั้งหน้าตั้งตารอกับวันนี้มากๆ ผุดลุกผุดนั่งเป็นว่าเล่น ตอนหอบดอกกุหลาบสีส้มเข้าร้านมาคนงี้มองตรึม ไอ้ผมก็อายสิครับหน้าไม่หนากับเรื่องแบบนี้ ยังดีที่ไม่มีใครจำได้ว่าผมเป็นนายแบบ คือผมใส่แว่นสวมหมวกบิดหน้ามิดเลยครับ พนักงานมองตามจนเหลียวหลังคงคิดแหละว่าไอ้นี่มันโจรรึเปล่า


โลกทั้งใบสดใสได้ไม่นานความหม่นหมองก็เข้ามาแทนที่ ผมนั่งรอจนอาการตื่นเต้นหดหายแล้วเฟลก็ยังไม่มา โทรหาก็ไม่ติดอีก กลัวว่าจะปลีกตัวมาไม่ได้ช่วงนี้งานเฟลยิ่งเยอะอยู่ผมจึงโทรเข้าสำนักงาน เฮียชินรับเขาบอกผมว่าเฟลออกมานานแล้วป่านนี้คงถึง แต่ผมก็ยังไม่เห็นแม่แต่เงา...


‘กูว่ามันชิ่งมึงไปแล้วชัวร์’ คำพูดทิ้งท้ายของไอ้เฮียชินทำผมจิตตก


...หรือเฟลจะเบี้ยวนัดผมจริงๆ วะ เลยนัดมาสามชั่วโมงแล้ว ตอนรับปากว่าจะมาเฟลก็ทำหน้าเหมือนไม่เต็มใจด้วย


ผมนั่งนิ่งมองช่อดอกกุหลาบสีส้มในมือ มันเป็นสิ่งที่ใช้แสดงความรู้สึกของผมที่มีให้เฟลตลอดเวลาแปดปีที่ไม่ได้เจอกัน ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน ผมยังรักเฟลเสมอ...


บางที แค่บางทีนะ ผมว่ากุหลาบสีส้มคงไม่มีความหมายแล้วล่ะ สีขาวเหมาะกว่าเยอะ สุดท้ายไม่ว่ายังไงก็ยังเป็น รักข้างเดียวอยู่ดี 


เลิกรอได้แล้วมั้งกู 


ผมถอนหายใจเฮือกหันไปสั่งให้บริกรไปหาช่อดอกกุหลาบสีขาวมาให้ผมพร้อมการ์ดโดยให้ทิปไปเป็นการแลกเปลี่ยน สั่งเมนูที่เฟลชอบไว้ห้าหกอย่าง ก็รู้อยู่ว่าเขาไม่มาแต่ถึงยังไงผมก็ยังสั่งอาหารเตรียมไว้เผื่อ แค่เผื่อไว้เท่านั้น เผื่อถ้าเฟลมาเขาจะได้ไม่ต้องทนหิวท้องกิ่ว แต่ถ้าไม่... มาก็แล้วไป


แล้วคืนนั้นผมก็กลับคอนโดด้วยความรู้สึกหน่วงในอก 


แมร่ง ความรักของกูมันไม่มีทางสมหวังเลยเหรอวะ



[Fell Part]


....อยากจะขอหยุดรัก สักประเดี๋ยวเดียว 

พักหัวใจที่ซีดเซียว มีแต่ความเฉยชามากอดไว้ ให้เลิกรักเลยคงไม่เอา 

ไม่คิดถึงเลยทำไม่ได้ เท่าที่คุยกับหัวใจ บอกว่าทนไว้ก็จะทน....


กูฟังเพลงพี่ฟูจนร้องได้ขึ้นใจแล้ว มึงจะหยุดพักรักษาใจอีกกี่ชาติหา!! ไอ้หอกเอ้ย!! มึงตั้งริงโทนเพลงรอสายประชดกูชิมิไอ้นายแบบ 


ผมกระหน่ำกดโทรหามันมือหงิกมาตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว มันงอนผมจริงๆ ด้วยครับทุกคน ปกตินี่รับสายเสียงรอสายไม่ทันดังแต่หลังจากวันนั้นมาดังจนเข้าสู่ระบบฝากข้อความมันก็ยังไม่รับสาย มึงจะทำให้กูรู้สึกผิดไปอีกนานมั้ยเชี่ยยยยย 


โอ้ยยยย กูก็เครียดเป็นนะเว้ย!


ขยี้หัวจนฟูฟ่องยิ่งกว่าทรงแอฟโฟร่แล้วก็กดโทรออกอีกครั้ง ความพยายามกูมีเหลือเฟือและความหงุดหงิดก็มีเหลือเฟือพอที่จะใช้พร่ำเพื่อเช่นกัน!?! =_=


....ก็แค่เพียงรักข้างเดียว

มันไม่จริง ไม่มีรักที่สวยงาม

ฉันคงได้แค่ฝันไป รักข้างเดียวคือเรื่องจริง

ใจทั้งใจผิดหวังมาเท่าไร ต้องตัดใจสักที...


บัดซบ! ผมกดตัดสายแทบปามือถือทิ้งอย่างไม่ใยดี อารมณ์ประมาณแบบ ‘กูเพิ่งแขวะเรื่องพี่ฟูไปแป๊บเดียวมึงเปลี่ยนมาคลั่งน้องโตะแทนเลยเรอะไอ้นายแบบ’ อะไรเทือกนั้น


แน่ะ! งอนห่าอะไรมีส่งไลน์มาบอกด้วย 


‘ผมรู้เฟลเบื่อพี่ฟูแล้วเลยเปลี่ยนเป็นน้องโตะให้แทน’

 
ดูมันส่งมาเถอะรู้ใจกูดีเหลือเกินนะ ถ้ารู้ใจกูดีขนาดนั้นมึงส่งที่อยู่มาให้กูดิ กูจะแจ้นไปโบกหัวมึงถึงห้องเลย นายแบบห่าไรงอนทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้รู้เหตุผลของการผิดนัด


‘รู้นะคิดอะไร ผมไม่บอกที่อยู่ให้หรอก คนมันไม่สำคัญแค่ที่อยู่เฟลยังไม่สน...’


เอากับมันสิ กูหน่าย ผมงี้คลึงขมับควักยาดมมาจ่อจมูกหายใจเข้าออกฟืดฟาดแบบพยายามเก็บอารมณ์(อยากจะฆ่านายแบบ) บอกผมทีว่ามันไม่ได้ตั้งใจกวนตีน มันไม่โผล่หน้ามาให้เห็น ไม่รับสาย แต่มันเสือกส่งไลน์มาแทน เหมือนจะไม่ใส่ใจแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อะไรประมาณนั้น


แมร่ง ผู้ชายห่าไรงอนได้น่ารักชิบหาย


“โทรไปไม่รับมึงก็บุกขึ้นห้องจับข่มขืนแมร่งเลยดิ =,.=” ผมเหลือบตามองเฮียชินที่นั่งกระดิกตีนยิกๆ ทำหน้าหื่นอย่างหมั่นไส้ แหม พูดง่ายเนอะเฮีย ถ้ากูรู้ว่าคอนโดมันอยู่ส่วนไหนของเมืองศิวิไลซ์แห่งนี้กูคงเอาขวานไปจามประตูห้องมันแล้วไม่มานั่งอับจนหนทางอยู่นี่หรอก


คือจะว่ายังไงดีล่ะ ผมเหมือนคนไม่ค่อยสนใจไอ้มึนเลยว่ามั้ย มันรู้ว่าหอผมอยู่ไหนเพราะมันชอบไปลั้นลาห้องผมบ่อยๆ แต่ผมไม่รู้ว่าคอนโดมันอยู่ไหนเพราะไม่เคยใส่ใจ เพิ่งจะมาเสียใจที่ไม่สนความเป็นอยู่ของมันก็วันนี้แหละครับ


ป๊าบ!


เจ๋ก้อยบรรจงวางฝ่ามือลงกลางหัวเฮียชินจนหน้าคะมำ 


“อิห่าชิน มึงนี่พูดอะไรไม่ดูหนังหน้ากับส่วนสูงไอ้เฟล” อ้าวพูดงี้ก็สวยดิเจ๋ หน้าอย่างผมมันทำไม ส่วนสูงผมมันทำไม ห๋า!


“ดูถูกกันนี่หว่า เจ้ไม่เคยได้ยินหรือไง ส่วนสูงไม่มีผลในแนวราบ” ผมเชิดหน้ายืดอกมาดมั่น พักเรื่องไอ้มึนไปก่อน มีคนมาว่าแบบนี้ผู้ชายอกสามศอกอย่างไอ้เฟลยอมไม่ได้ =_=


“โหยยย ดึกดำบรรพ์ชิบหายอิเฟลกูได้ยินคนพูดแบบนี้มานักต่อนัก สุดท้ายเป็นไง โดนเสียบจนพรุนทุกราย” พูดจบก็มีอะไรต่อมิอะไร อาทิเช่น ขวดน้ำ กล่องกระดาษ หรือแม่แต่รองเท้าก็ยังมี ทุกอย่างมันลอยข้ามหัวผมไปตกใส่กบาลเจ้ก้อยให้วุ่น “เชี่ยยยย กูไม่ได้ว่าพวกมึ้งงงง กูแค่ยกตัวอย่างให้อิเฟลมันฟ้างงง”


แหม ดูจากสภาพเจ้ก้อยที่กรีดร้องยิ่งกว่าแรดถูกเชือดวิ่งพล่านหลบซ้ายหลบขวา ‘ตัวอย่าง’ ที่ว่าคงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล


อลหม่านกันน่าดูครับ และมันคงจาฮากว่านี้เยอะถ้าไม่เกิดว่าอยู่ๆ ประตูสำนักงานก็เปิดออกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยพร้อมกับร้องเท้าผ้าใบเก่าๆ ของใครสักคนลอยไปแปะหน้าผู้มาเยือนจนหน้าหงาย


ตึง!!!


สตั้นกันไปสิบวิ แล้ว...


“เฮ้ยยยย!!!” 


ส่งเสียงร้องพร้อมสายตาเลิกลั่นกันทั้งสำนักงาน ความซวยมาเยือนแล้วทุกท่าน มีอย่างที่ไหนเอาผ้าใบที่ผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบันมีทั้งรอยปะรอยผุเขวี้ยงหน้าลูกค้า รู้ถึงหูผู้บริหารไม่แคล้วได้ออกไปเตะฝุ่นกันถ้วนหน้า


เฮียชินได้สติก่อนเพื่อนวิ่งเข้าไปพยุงลูกค้าขึ้นยืนพลางขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แล้วต่อมาพวกผมก็กรูกันเข้าไปหาม แฮ่ม... เข้าไปช่วย บอกตามตรงแทบจะสไลด์ตัวไปกราบแทบเท้างามๆ สักหนถ้าเป็นไปได้


“เป็นยังไงบ้างครับ เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ต้องขอประทานโทษด้วยครับ เข้ามานั่งข้างในก่อน” เฮียชินพยุงลูกค้าเข้ามาพักที่ห้องรับแขก จับหน้าลูกค้าหันซ้ายหันขวาเช็ดรอยนันยางออก


ผมอ้าปากหวอเมื่อได้เห็นหน้าลูกค้าที่ว่าชัดๆ กูโครตอึ้ง!!!


ทีแรกผมก็คิดว่าเขาเป็นลูกค้าแต่พอเห็นใบหน้าสวยๆ ภายใต้แว่นตาไร้กรอบกับชุดสูทเรียบกริบหัวจรดเท้า สมองผมประมวลคนตรงหน้าตรงกับบุคลิกท่าทางของใครคนหนึ่งที่มักโผล่หน้าไปเคอะห้องผมพร้อมทำการลากถูลู่ถูกังไอ้นายแบบไปทำงาน


“คุณผู้จัดการ!!!”


“ครับ ผมเอง”


“คุณมาทำอะไรที่นี่?”


“ไม่ขออ้อมค้อมนะครับ ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วย” คุณผู้จัดการ(ชื่ออะไรไม่รู้ผมไม่เคยถาม)ดันแว่นตาที่ตกลงให้เข้าที่ ปัดมือเฮียชินออกอย่างรำคาญ


เจ๊ก้อยสะกิดผมยิกๆ สายตาเจ๊บอกผมว่าขอเสือ.กแป๊บ บอกกูมาซิมึงรู้จักเขาเหรอ พอผมพยักหน้ารับเท่านั้นแหละใอ้พวกที่คอยมะรุมมะตุ้มพากันจรลีหนีหายเกลี้ยง พวกคุณมึงทั้งหลายหน้าตาส่อสันดาน(?)มาก ช่วยเก็บอาการหน่อยดิ ท่าทางนอบน้อมแทบก้มลงกราบตีนหายไปไหน? เห็นเขาไม่ใช่ลูกค้าหน่อยล่ะตบตูดหนีเลยนะ


“อ้อครับ ถ้าผมพอจะช่วยได้นะ” ผมถึงบางอ้อว่าเพราะอะไรเขาถึงแล่นมาหาผมถึงที่ คือเขาไม่เคยมาเหยียบสำนักงานไอ้พวกนั้นถึงไม่รู้จักแล้วพากันคิดไปเองว่าเขาเป็นลูกค้า


“คือว่า...” คุณผู้จัดการละคำไว้ในฐานะที่เข้าใจ แหล่ตามองเฮียชินที่นั่งหน้าด้านอยู่ชิ้งๆ เป็นเชิงเตือนว่า กูต้องการความเป็นส่วนตัวช่วยไสหน้าโฉดๆ ไปไกลๆ ที


ไอ้เฮียชินก็แมร่งหน้าด้านได้ใจเขาส่งสายตาไล่ขนาดนี้เฮียยังไม่รู้สึกรู้สาแถมฉีกยิ้มกว้างสู้อีก หน้ามึงบ่งบอกมากว่า ‘กูอยากเสือ.กเต็มทนรีบเล่าเซ่!’ เห็นแล้วตีนผมถึงกับกระตุก เฮียอยากได้รอยสักบนใบหน้ามั้ย วันนี้ผมใส่บาจามารับรองลายสวย =,.=


ขอโทษนะครับไม่ทราบว่าคุณไม่รู้หรือว่าในขณะคนเขากำลังจะคุยเรื่องส่วนตัวกัน คนอื่นควรมีมารยาทโดยการแยกตัวออกไปจากวงสนทนา หน้าตาคุณก็ใช่ว่าจะดูไร้การศึกษาซะทีเดียว ผมถามจริงๆ นะครับ ไม่เคยเรียนมาหรือ คนเรานะครับควรจะมีจิตใต้สำนึกที่ดี รู้จักกาลเทศะและการอยู่รวมกันของคนในสังคมหมู่มาก ที่ร่ายมานี่ไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่อยากให้รู้ว่า ผมต้องการความเป็นส่วนตัวครับ ถ้ายังพอมียางเหลืออยู่บ้างช่วยลุกออกไปอย่างมีมารยาทด้วย มา – ระ – ยาด น่ะรู้จักไหมคุณ หรือต้องให้ผมด่าตรงๆ ว่าอย่ามาเสือ...” 


“โอเคผมเก็ท จะไปแล้ว ขอร้องอย่าพูดคำๆ นั้นออกเชียว มันไม่เข้ากับหน้าตาคุณอย่างแรง” เฮียชินหน้าม้านยกมือยอมแพ้ยอมไสหัวไปแต่โดยดี แหม คุณผู้จัดการเห็นเงียบๆ ด่าเจ็บ(แบบผู้ดี๊ผู้ดี)ใช่เล่นนะ เหอะๆ เอาซะหน้าซีเมนต์โบกอิฐอีกสามก้อนอย่างเฮียชินปราชัยเดินคอตกหง๋อยไปเลย


“เอาล่ะตัวเกะกะไปแล้ว มาเข้าเรื่ององเราเลยเถอะครับ”


“อะ ครับ... =_=” ผมรับคำหวาดๆ บอกตามตรงจะไม่มีวันเสียมารยาทต่อหน้าคุณผู้จัดการเด็ดๆ ถูกด่าทีคงชอกช้ำไปเป็นอาทิตย์ เฮียชินน่าสงสาร


“คือไม่ทราบว่าคุณได้ติดต่อออเวย์บ้างไหม หลังจากวันที่เขาบอกผมว่ามีนัดทานข้าวกับคุณเขาไม่ยอมออกห้องไม่ไปทำงานมาเป็นอาทิตย์แล้วครับ”


เชี่ยออเวย์!!


“มันโดดงาน?! มันไม่ออกห้อง!?!” ผมโพล่งอย่างตกใจ คือคิดแหละว่ามันงอนหนักแต่ไม่คิดว่ามันจะประชดด้วยวิธีนี้


“ครับ ท่าทางแบบนี้แสดงว่าไม่รู้ ผมเดาว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างคุณสองคนแน่นอน ไม่อย่างนั้นคนที่มีความรับผิดชอบสูงอย่างเขาคงไม่ถึงขนาดประชดคุณด้วยด้วยวิธีนี้”


“คะ คือผมผิดนัดเขาน่ะครับ” ผมบอกไม่เต็มเสียงรู้สึกผิดเพิ่มขึ้นอีกสามเท่า อีกนัยหนึ่งก็รู้สึกกังวลใจเป็นห่วงกลัวไอ้มึนมันจะเป็นอะไรไป ไม่ยอมออกจากห้องแบบนั้นมันจะอยู่จะกินยังไง เรียกร้องความสนใจด้วยวิธีนี้ผมไม่ขำนะ “ผมควรทำยังไงดี”


“ช่วยเกลี้ยกล่องเขาให้กลับไปทำงานที ผมพยายามแล้วแต่เขาไม่ยอมคุยกับผมหรือใครเลย”


“เขาไม่รับสายผมมาเป็นอาทิตย์แล้ว” ผมบอกอย่างจนใจไม่แพ้กัน


“ถ้าอย่างนั้นคงต้องบุกไปพาเขาออกจากห้องครับเพราะถ้าเขายังไม่ยอมทำงานอยู่แบบนี้เขาจะถูกปลดออกจากงานทุกอย่างที่กำลังทำอยู่”


“ครับ อย่างนั้นก็ดี” ผมถอนหายใจเฮือกรู้สึกปวดหัวนิดๆ ผมน่าจะคิดได้แต่แรกว่าไอ้มึนมันไม่เคยเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน มันเอาชีวิตวางไว้ที่ผมไม่สนใจอนาคตตัวเอง เอาอนาคตมาล้อเล่นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผมและให้สายตาผมจดจ่ออยู่แต่มัน


เมื่อก่อนก็เคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น ตอนนั้นผมไปปิ้งสาวโรงเรียนหญิงล้วนเข้า ก็ตามประสาเด็กวัยรุ่นแหละครับผมหลงเธอหัวปักหัวปำจนลืมเพื่อนฝูง ไอ้มึนมันน้อยใจเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่มาเรียน ผมต้องปีนหน้าต่างไปคุยมันถึงยอมกลับมาเรียนโดยแลกกับการที่ผมต้องเลิกตามจีบสาว (เชี่ย! กูใกล้จะจีบติดอยู่แล้ว!!)


“คุณไม่รู้ที่อยู่คอนโดใช่ไหม”


“ครับ” 


“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปส่งเอง” คุณผู้จัดการลุก ผมมองนาฬิกาเห็นว่าเป็นเวลาเลิกงานแล้วจึงพยักหน้าลุกไปเก็บกระเป๋า ผมคงจะเดินตามคุณผู้จัดการขึ้นรถไปแล้วถ้าไม่มีมารมาผจญ


เฮียชินมันมาจากไหนไม่รู้ยืนขวางทางคุณผู้จัดการพร้อมแจกันที่เพิ่งเอาไปเปลี่ยนน้ำมา คุณผู้จัดการจะไปทางซ้ายเฮียมันก็แกล้งเดินไปดักแล้วยิ้มหวาน คุณผู้จัดการเปลี่ยนมาเดินไปทางขวามันก็ตามมาสกัด


“โอ๊ะ โทษที เชิญครับๆ” ว่าแล้วก็ผายมือเชื้อเชิญเหมือนจะหลีกทางให้ แต่พอคุณผู้จัดการจะเดินไปจริงๆ เฮียมันดันขยับเข้าไปขวางอีก ผมรู้นิสัยเฮียชินดีครับ ไอ้ท่าทางกวนโอ้ยแบบนี้ไม่แคล้วคิดเอาคืนเรื่องที่ถูกด่าชัวร์ป๊าบ


ผมยืนคิ้วขมวดมองไอ้เฮียชินมันกวนตีนคุณผู้จัดการ เฮียไม่รู้เฮียไม่เข้า คือตอนนี้กูรีบว่ะขืนไปช้ามีหวังไอ้นายแบบดับคาห้องแน่ คนยิ่งกังวลใจอยู่อย่าเพิ่งมากวน ผมแอบย่องไปข้างหลังเฮียชินแล้วเจาะยางแมร่ง 


“เฮ้ยยยย!!” เฮียตกใจแข้งขาอ่อนยวบถลาไปข้างหน้า คนมันจะล้มตามหลักการพื้นฐานแล้วต้องหาที่เกาะใช่ป่ะ แน่ล่ะเฮียชินก็ไม่หนีไม่พ้นความจริงข้อนี้ มือเฮียพยายามหาที่ยึดเกาะ บังเอิญว่าที่ๆ พอจะเกาะมันมีแค่ที่เดียว ...นั่นแหละ มือหนาเลยแปะลง ‘กลางอก’ คุณผู้จัดการ ผมงี้เอามือปิดตาแทบไม่ทันแบบประมาณอเนจอนาถเกินรับได้


เฮียแมร่งจังไร บังอาจลวนลามคนสวยต่อหน้าสาธารณะชน!!!


“ฮิ้วววววว!!!” ไม่ใช่อะไรเสียงผิวปากโห่แซวของเพื่อนร่วมงานผมเอง แบบก่อนเฮียมันเสียหลักมันถือแจกันดอกไม้อยู่ใช่ป่ะ =_= นั่นแหละครับดอกไม้มันเลยแปะอยู่ตรงหน้าคุณผู้จัดการพอดีบวกกับเฮียแมร่งกำลังคุกเข่าอยู่ด้วย ผมไม่รู้ว่าพวกคุณเก็ทไหม แต่ภาพเฮียชินนั่งคุกเข่าพร้อมยื่นดอกไม้ให้คุณผู้จัดการทำผมจิ้นกระจาย แน่นอนว่าคนในสำนักงานแห่งนี้เองก็จินตนาการล้ำเลิศไม่แพ้ผม เหอะๆ


“วี้ดวิ้ววววววว!! ไอ้ชินแมร่งขอคุณผู้จัดการแต่งงานว่ะ ก๊ากกกก!!”


“แม่เจ้า เกิดมากูเพิ่งเคยเห็นอิชินเขิน!” 


อย่าว่าแต่เจ๊เลย ผมก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน =_=


“มึงโรแมนติกชิบหายไอ้โหด!!”


แล้วก็อะไรอีกสารพัดจะแซว(บวกรั่ว) หน้าเฮียงี้แดงแจ๋เลยครับ ฮ่าๆ ขำชะมัด ส่วนคุณผู้จัดการไม่มีอะไรมากเขายังคงรักษามาดนิ่ง ดันแว่นตาให้เข้าที่แล้วคว้าแจกันดอกกุหลาบเจ้าปัญหาปาลงถังขยะอย่างแม่นยำราวจับวาง โห่ววววว หมดสนุกเลย ชิ!


ขวับ!!


“อุ๊บส์” ผมยิ้มแหยะหยุดหัวเราะกึก เฮียอย่ามองผมแบบกูแค้นมึงอะไรเทือกนั้นสิ “มันก็แค่อุบัติเหตุใครๆ ก็รู้ใช่มั้ยทุกคน” ผมหาแนวร่วม


“ก๊ากกกก อิชินถูกแคลช” 


“อะไรคือถูกแคลชของเจ๊?”


“ถูกปฏิเสธรัก...”


“ฮิ้ววววว!!”


มุกเก่าได้อีก ใครเก็ทไม่เก็ทไม่รู้แต่กูเก็ทว่ะ เอิ๊กๆ (แอบขำในใจ)


ไอ้พวกเวรไม่ช่วยอย่าเสือ.ก เฮียมันจะแดรกหัวกูอยู่รอมร่อแล้วตาบอดเรอะ แล้วก็จริงครับเฮียเคืองจัดไล่แตะเจาะยางผมเป็นว่าเล่น กว่าจะหนีรอดลิ้นห้อยหอบฮัก


เอาเถอะยังไงมันก็ผ่านไปแล้วและตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่หน้าห้องหมายเลข 2123 ของคอนโดหรูใจกลางมหานครที่ผมไม่มีปัญญาซื้อ ได้ยินว่าคอนโดนนี้เป็นของโมเดลลิ่งที่ไอ้มึนสังกัดอยู่ เขาจะให้นายแบบที่บ้านไกลมาพักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสักบาท(แต่ค่าน้ำค่าไฟต้องจ่ายเอง)โดยจะต้องแชร์ห้องกันสี่คนต่อหนึ่งห้อง ยกเว้นนายแบบที่ทำเงินให้มากๆ อย่างไอ้มึนถึงจะมีอภิสิทธิ์ครอบครองคนเดียว ผมมองคีการ์ดที่คุณผู้จัดการให้มาและไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงผมกดรหัสตามด้วยรูดคีการ์ดเปิดผัวะเดินผ่านห้องรับแขกตรงดิ่งไปรัวทุบประตูห้องนอนทันที


ปังๆ ปังๆๆ ปังๆๆๆ


“เปิดประตูให้กูเดี๋ยวนี้ไอ้มึน ไม่งั้นกูจะเอาขวานมาจาม!!” ผมแหกปากลั่นเอาหน้าแนบบานประตูฟังเสียงคนข้างใน คือคุณผู้จัดการให้คีการ์ดเข้าห้องมาก็จริงแต่เขาไม่มีกุญแจห้องนอนให้ เห็นว่าไอ้นายแบบมันหวงห้องนอนเลยไม่ยอมให้คุณผู้จัดการเก็บกุญแจสำรองไว้ นี่แหละเหตุผลที่คุณผู้จัดการไม่มีปัญญาลากไอ้มึนออกจากห้องได้จนต้องพึ่งตัวช่วยสุดท้ายอย่างผม


เสียงซอกแซกด้านในทำให้ผมรู้ว่าไอ้เจ้าของห้องมันยังไม่ตาย(เฮ้อ โล่งอก) เสียงปลดล็อคดังแกร็กตามด้วยประตูแง้มออกนิดๆ แต่พอดวงตาลึกโหลข้างในเห็นผมประตูมันก็กระแทกปิดดังปัง!


“เชี่ย! กูบอกให้เปิดประตูมึงได้ยินมั้ย!! คิดว่ากูไม่เห็นเหรอว่ามึงอยู่ข้างใน!!” ผมทึ้งหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง หงุดหงิดจนเผลอมองหาขวานมาพังห้องชาวบ้าน ใจก็บอกตัวเองว่า ‘ร่มๆ ไว้ มึงไม่มีปัญญาจ่ายค่าเสียหาย’


“ขะ เข้าห้องผิดแล้วครับ ออร์เวย์ไม่ได้อยู่ห้องนี้...”


มึงหัดตอแหลกูตั้งแต่เมื่อไหร่?! (มีการดัดเสียงด้วยเอากับมันสิ!!)


“อ้าว! ผมเข้าห้องผิดเหรอ...? โทษทีครับ” มันตอแหลมาผมก็ตอแหลไป “ว่าแต่ว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าผมมาหาออเวย์ ผมจำได้ว่ายังไม่ได้บอกคุณเลยว่าผมมาหาใคร!”


“...” เงียบ สงสัยเถียงไม่ออก


“ว่าไงตอบมาสิ คุณรู้ได้ไงว่าผมมาหาไอ้นายแบบ!!” ผมเข้าโหมดกร่างยืนเท้าเอวราวกับจะท้าตีกับประตู


“บุคคลที่ท่านกำลังเรียกหา... ไม่สามารถออกไปพบได้ในขณะนี้ กรุณากลับมาใหม่อีกครั้งหรือฝากข้อความไว้หลังได้ยินเสียงสัญญาณ ตี๊ดดดดด...”


แหลไม่สำเร็จก็เลยมั่วซะงั้น มึงคิดว่าเรากำลังโทรคุยกันเหรอสัด อีกอย่างมึงคิดว่ามึงเป็นคอลเซ็นเตอร์รึไง


“มึนครับ...” ผมกัดฟันกรอด “ความอดทนกูมีไม่มาก จะออกมาเจอกูตอนนี้หรือจะไม่ออกมาก็ได้กูให้มึงเป็นคนเลือก”


“...”


“แต่ถ้ามึงไม่โผล่หัวออกมาภายในสามวิ...”


“...”


“รับรองชาตินี้ทั้งชาติมึงจะมีวันได้เห็นหน้ากูอีก!!!”


“!?!?!”


...100%...
[ครบ]

เอาใจนักอ่านตอนนี้ปาไปแปดกว่าหน้า A4 ปกติ 5-6 A4 นี่สุดๆ ละ
เม้นบ้างอะไรบ้างเป็นกำลังใจให้เมลล์ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ



1 ความคิดเห็น:

  1. ออกมาโดยเร็ว วิ่งทะลุประตูมาเลย ไม่ต้องเปิดเเล้ว เสียเวลาาาา ><

    ตอบลบ