My Writer : Step One
“อ่า...ได้เจอเฟลตัวๆ เป็นๆ เนี่ยดีจังเลยน้า~”
“อ่า...คิดถึงจังเลยน้า~”
“อ่า...มีความสุขจังเลยน้า~”
“โว้ยยยยยยยย เชี่ยแมร่งกูทำงานอยู่
ตาเมิงบอดเรอะ!” ผมปัดมือไอ้ออเวย์ออกจากตัวเพราะทำงานไม่ถนัด
จะหยิบจะจับอะไรก็เกะกะไปหมด ไอ้หน้ามึนมันเอาแต่กอดรัดฟัดเหวี่ยงผมอยู่ไม่ปล่อย
“เฟลรำคาญผมเหรอ”
“...”
น่านๆ พอถูกตวาดหน่อยก็ทำหน้าหมาหง๋อยน้ำตาคลอเบ้าเชียวนะมึง
ก็เหมือนมันจะรู้แหละครับว่าผมแพ้สายตาแบบนี้ของมัน มันเลยได้ใจทำใหญ่เลย
แล้วไอ้ผมก็ใจอ่อนอีกตามเคยสิน่า
“รำคาญจริงๆ เหรอ ผมขอโทษ” ว่าแล้วมันก็กระดึ๊บหนีไปหลบมุม
ชำเลืองมองผมตาละห้อยสลับกับก้มมองพื้นอย่างสำนึกผิดเหมือนจะรอให้ผมเอ่ยปากยกโทษให้
“เฮ้อ~” ผมถอนหายใจอย่างปลงๆ เป็นแบบนี้อีกแล้ว
สุดท้ายผมก็แพ้สายตาแบบนี้ของมันอีกแล้ว “ก็เปล่า... ไม่ได้รำคาญอะไรขนาดนั้น”
“จริงนะ” มันยิ้มหน้าบานรี่เข้ามาหาผมเลยทีนี้ มึงจะเปลี่ยนอารมณ์เร็วไปไหน “จริงๆ นะ ไม่รำคาญผมนะ”
“เออ ไม่ได้รำคาญ” สิ้นคำผมเท่านั้นแหละมันกอดหมับทันที
เล่นเอาหน้าผมจมลงไปในอกมันเลย ไอ้มึน ปล่อยกู กูหายใจไม่ออก
“รักเฟลจัง~
เฟลใจดีที่สุดเลย~”
เออๆ เอาเข้าไปๆ ไอ้ปัญญาอ่อนเอ้ย
ไอ้มึนมันไม่ต่างอะไรจากเมื่อก่อนเลย
อันที่จริงเราอยู่ด้วยกันเรียนด้วยกันมาจนกระทั่งจบ ม.
ปลายเท่านั้นแหละ เรียนจบก็ต่างคนต่างไป ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันอีก
นี่ก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้วสินะ
สมัยนั้นครอบครัวของผมกับไอ้มึนเราเป็นเพื่อนบ้านกัน
บ้านมันอยู่ติดกับบ้านผมเลยครับแบบใช้รั้วเดียวกันเลยด้วย และเพราะแถวๆ
บ้านที่ผมอยู่ไม่ค่อยจะมีเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันซักเท่าไหร่
ผมกับมันเลยสนิทกันเป็นพิเศษ อยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน เรียนด้วยกันมาเสมอ...
จนกระทั่งช่วงโค้งสุดท้ายของ ม.ปลาย
ทางเดินเพียงทางเดียวที่เดินเคียงข้างกันมาตลอดเกิดถึงทางแยกขึ้นมา
เราหยุดเดินแล้วมองหน้ากันไม่มีใครพูดอะไรสักพัก จนกระทั่ง...
สองเดือนสุดท้ายก่อนจบ เพราะความหน้าตาดีและมีบุคลิกที่โดดเด่นของมัน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็สามารถดึงดูดสายตาผู้คนรอบข้างให้เหลียวตามได้เสมอ
มันก็เลยถูกแมวมองทาบทามให้เป็นนายแบบ
แล้วผมก็ได้รู้ว่าเส้นทางเดินต่อไปข้างหน้าจะไม่มีมันเดินเคียงข้างไปด้วยกันอีกแล้ว
มันเป็นฝ่ายละสายตาไปจากผมก่อน มันเลือกเดินแยกไปทางซ้ายที่อาชีพนายแบบกำลังกังรออยู่
ซึ่งแน่นอนว่าถึงผมอยากจะเดินตามมันไป แต่ผม...
ไม่สามารถตามไปได้เพราะทางนั้นมันไม่เหมาะกับผม
ผมได้แต่ยืนมองแผ่นหลังกว้างเดินจากไปจนลับสายตาแล้วตัดสินใจก้าวเดินไปทางขาว
ถึงจะรู้สึกอึนๆ
อยู่บ้างแต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ เพราะยังไงซะบ้านเราก็ยังอยู่ติดกัน
ยังไงสักวันก็ต้องได้เจอกันอยู่แล้ว ผมเองก็เข้ามหา’ลัยแถวบ้านด้วย แรกๆ
เราก็ยังติดต่อกันอยู่แต่หลังๆ
มาเราเริ่มจะห่างกันไปเพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งมั่นให้ความสนใจกับอนาคตของตัวเอง
และพอรู้ตัวอีกทีครั้งสุดท้ายที่เราเจอและพูดคุยกันก็คือวันที่ครอบครัวของมันย้ายเข้าไปปักหลักอยู่เมืองหลวงอย่างถาวรเพราะงานนายแบบที่มันทำจะสะดวกที่สุดถ้าไปอยู่ที่นั่น
ส่วนผมพ่อถูกโอนย้ายไปอยู่ต่างอำเภอครอบครัวเราจึงย้ายไปกันทั้งบ้านโดยขายบ้านเดิมให้คนอื่นไป
เวลาว่างไม่ตรงกัน
มือถือผมเสียเบอร์มันหาย ที่อยู่เปลี่ยน
...เส้นทางของเราแยกจากกันโดยสิ้นเชิง....
ก็คิดอยู่แล้วว่ายังไงเส้นทางของเราก็คงไม่มีทางมาบรรจบกันได้อีก
แต่โชคชะตากลับเล่นตลกขีดลากเส้นทางของเรากลับมาบรรจบกันอีกครั้งหลังจากวันเวลาผ่านไปเกิบสิบปี
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาอยู่ๆ
คนที่คิดว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่มีวันได้เจอกันอีกกลับโผล่มาที่สำนักพิมพ์พร้อมต้นฉบับการ์ตูนเรื่อง
‘รักนี้....จากปลายปากกา’ ผมดีใจมากยิ้มกว้างทักทายมันอย่างร่าเริง
แต่รอยยิ้มที่มีก็จืดสนิทเมื่อมันทำหน้านิ่งไม่ต่างอะไรจากที่เคยเห็นตามรายการทีวีและนิตยสารเลย
ผมลืมไปว่าตลอดระยะเวลาที่ห่างกันนั้น มีแต่ผมเองฝ่ายเดียวที่ได้เห็นพัฒนาการต่างๆ
ของมัน ทั้งรูปร่างหน้าตาที่คมเข้มขึ้น ทั้งความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย
ผมเห็นมาตลอด... ผ่านทางสื่อต่างๆ ไง แต่ไอ้ออเวย์สิ
มันไม่เคยเห็นหรือเจอผมอีกเลยนับแต่วันนั้น ก็ไม่น่าแปลกอะไรถ้ามันจะจำผมไม่ได้
มันเปลี่ยนไปแล้วมันจำผมไม่ได้
นั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิดทันทีที่เห็นมันทำหน้านิ่งใส่ผม
ถึงในใจมันจะรู้สึกวูบโหวงแต่ผมก็สลัดความรู้สึกเฮงซวยนั่นทิ้งไปทันทีแล้วหันกลับมาสนใจต้นฉบับที่มันยื่นให้แทน
เรื่องมันผ่านไปแล้วมันเป็นอดีตไปแล้ว ในเมื่อมันจำผมไม่ได้ก็ช่างหัวมันเหอะ จบๆ
กันไป ถือซะว่าตอนนี้เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน!
“เป็นไงบ้าง โอเคมั้ย”
คิ้วกระตุกวูบ ถึงจะบอกว่าปล่อยมันผ่านไปก็เถอะ แต่แมร่ง เนี่ยเรอะ? ประโยคแรกที่มึงพูดกับเพื่อนสมัยเด็กหลังจากไม่ได้เจอกันมานาน
มึงควรจะถามกูสิว่าที่ผ่านมาชีวิตกูโอเคมั้ย ไม่ใช่มาถามว่าต้นฉบับมึงโอเคมั้ย
ไอ้เชี่ยมึนเอ้ย ผมค่อนขอดมันในใจแต่ก็พยักหน้ารับ
“ผ่าน แต่มีนิดหน่อยที่ต้องแก้
ฉากมันไม่ต่อเนื่องเท่าไหร่แล้วก็เรทแรงไปหน่อย ไปแก้มาแล้วกัน” ผมใช้ดินสอบวงๆ ฉากที่ว่าไว้
ถึงผมจะอยู่ฝ่ายผลิตแต่ก็มีบางครั้งที่ผันตัวมาเป็น บก. บ้างยามฝ่ายกองบรรณาธิการขาดคน
ซวยฉิบหายใครใช้ให้ผมดันมีความรู้เรื่องการวาดการ์ตูนติดตัวอยู่ล่ะ
เงินเดือนโคตรน้อยแต่ใช้สอยอย่าคุ้มค่า
นั่นแหละครับวิสัยทัศน์ของสำนักพิมพ์ผม เหอะๆ
“ที่แก้มีแค่นี้เหรอ” ไอ้นายแบบมันรับต้นฉบับไปพลิกๆ
ดูหน้าตาจริงจัง “แก้เดี๋ยวนี้เลยได้มั้ย มึงว่างอยู่รอกูรึเปล่า”
กล้วยปิ้ง!
ไอ้เชี่ยออเวย์มึงกล้าใช้ภาษาพ่อขุนกับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเหรอ? แล้วนี่มันกูนะโว้ย กูที่ชื่อไอ้ ’เฟล’ นะมึง มึงกล้าขึ้นกูขึ้นมึงกับกูเหรอ
ถึงมันจะเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายทุกคนมักพูดภาษาพ่อขุนกัน มันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชอบพูดกูมึงปล่อยสรรพสัตว์ออกมาเพ่นพ่านไปทั่วเหมือนกับคนอื่นๆ
แต่กับผมแล้วไอ้ออเวย์มันไม่เคยจะมีสักครั้งที่มันกล้าพูดแบบนี้กับผม
ครั้งแรกที่มันทำแบบนี้กับผ้มมมมม ไอ้นายแบบแมร่งทำกูอารมณ์เสีย
แทบแยกเขี้ยวใส่มันแล้วถ้าเกิดไม่นึกขึ้นได้ซะก่อนว่ามันจำผมไม่ได้
แล้วผมจะไปโกรธมันเพื่อ?
“หูตึงเหรอ กูถามว่าว่างรอกูมั้ย” มันทำหน้าวอนตีนใส่ผมแถมมีดุด้วยนะ
เออ เอาเข้าไป
ไม่ทราบว่าไอ้มึนผู้สุดแสนจะบ้าบอปัญญาอ่อนของกูหายไปไหน แล้วไอ้หน้าขี้เก๊กนี่ใคร? ภาคอวตารของไอ้มึนมันเหรอ?
“ว่างๆ ทำไปเลย เดี๋ยวกูรอ” ผมเบ้หน้าใส่มัน
ไอ้มึนมันเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเลยเว้ย
เมื่อก่อนนะโคตรจะลั้นลาร่าเริงยิ่งกว่าปลาสลิดขาดน้ำ(?) แต่เดี๋ยวนี้ไอ้นายแบบแมร่งโคตรจะเย็นชา
แค่มันปรายตามองเนี่ยผมนึกว่าตัวเองอยู่ขั้วโลกเหนือแทนที่จะอยู่ประเทศเขตร้อน “แต่จริงๆ แล้วมึงเอากลับไปทำที่บ้านก็ได้นะกูไม่ได้รีบเอา”
“ไม่ล่ะ กูอยากให้มันออกเป็นเล่มสู่ท้องตลาดเร็วๆ”
ผมยักไหล่จะยังไงก็ได้ งานผมเพิ่งเสร็จไปเมื่อเช้า
ยังไงบ่ายนี้ผมก็ว่าง มองมันนั่งขีดๆ เขียนๆ ไปแล้วไม่มีอะไรทำ
ผมก็เกิดอาการคันปากอยากจะรู้ว่าไอ้นายแบบหน้าหล่อถ่ายแบบทีได้เงินเป็นกอบเป็นกำมันนึกบ้าอะไรมานั่งขีดๆ
เขียนๆ การ์ตูน ยิ่งเป็นการ์ตูนวายยิ่งแล้วใหญ่ เฮ้ยๆ ไอ้มึน
มึงลืมไปรึเปล่าว่าไอ้ที่มึงตั้งหน้าตั้งตาวาดอยู่นั่นอ่ะ เค้าเรียก ‘การ์ตูนเกย์’ นะโว้ยยยย
“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากวาดการ์ตูนวะ” ทันเท่าความคิด ปากผมก็ถามมันออกไปแล้ว
แมร่งมันตวัดสายตาเชือดเฉือนมาเลยครับ อะไรกูแค่ถามเฉยๆ
ไม่ได้ไปด่าพ่อด่าแม่มึง จะโกรธกูเพื่อ?
“เสือก” คำเดียวสั้นๆ แต่ได้ใจความ
ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน อันคำว่า ‘เสือก’ นั้นเป็นคำกริยาและคำวิเศษณ์ หมายความว่าถึง พวกที่ชอบเข้าไปยุ่งในเรื่องของคนอื่นหรือเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน
อยากรู้อยากเห็น โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องการให้มายุ่งหรือเกี่ยวข้อง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคำว่า ‘เสือก’ เป็นคำไม่สุภาพจึงเป็นการไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้กับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกแม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้จัก
ไอ้ที่ร่ายมาข้างบนนั่นไม่ใช่อะไรหรอกครับ...
ร่ายให้เปลืองหน้ากระดาษไปงั้นแหละ...
อ้าว มุกนี้ไม่ขำแล้วยังเสี่ยงต่อการโดนตีนฟาดปากอีกกู เอาจริงๆ
ผมแค่จะบอกว่าไอ้นายแบบมันกำลังด่าผมว่าผมสู่รู้ในชีวิตมันอยู่เท่านั้นเอง...
สัดหมา อย่าให้ถึงทีกูนะมึง กูจะด่ามึงยันโคตรเง่าเหล่ากอเลย
ผมนั่งกระฟัดกระเฟียดรอมันแก้งานอีกครึ่งชั่วโมงได้
มันส่งที่แก้ให้ผมดูอีกที “ลายละเอียดที่ให้แก้ผ่านหมด ยกเว้นฉากเรทR(18+) ของมึงเนี่ยแหละ
ตกลงมึงแก้แล้วจริงๆเหรอวะ กูไม่เห็นมันจะต่างอะไรจากเมื่อกี้เลย
กูบอกให้ซอฟลงหน่อยไง ให้เยาวชนอ่านนะโว้ย เยาวชนอ่ะรู้จักป่าว แมร่งจะแรงไปไหน
แน่จริงทำไมมึงไม่เอาเรทR20+ เลยวะ” ด้วยความหมั่นไส้ผมเลยประชดแมร่ง
มันเงียบครับ มันเงียบแต่สายตางี้ถ้าแปลเป็นคำพูดรับรองหูผมเน่าแน่
อาฆาตแค้นซะขนาดนั้น ไอ้ออเวย์ทำหน้าไม่พอใจแต่เอาไปนั่งแก้ตามที่ผมบอก
อีกสิบห้านาทีต่อมาต้นฉบับก็กลับมาอยู่ในมือผมอีกครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้...
“ไอ้เหี้.ย!” ผมส่งตัวเงินตัวทองให้มันเลยครับครั้งนี้ “มึงไม่เข้าในคำว่า ‘ซอฟ’ เหรอไอ้ควาย
ซอฟที่แปลว่าเบาลงอ่อนลงอะไรเงี้ยอ่ะ ไม่ใช่แข็งเอาๆ แบบนี้โว้ย อย่าว่าแต่เด็กเลย
ขนาดกูที่บรรลุนิติภาวะมาจะแปดปีแล้วมาเห็นฉากที่มึงวาด กูยังแข็งเลย ไอ้เวร”
คงไม่ต้องบอกนะว่าอะไรที่ ‘แข็ง’ ผมคิดว่าคุณคงไม่อินโนเซ้นท์ขนาดนั้น เด็กเดี๋ยวนี้แก่แดดจะตาย
ว๊ากกกกก อย่านะ อย่าเอารองเท้าฟาดหน้าผ้มมมมม เดี๋ยวเสียโฉมล่ะยุ่งเลย อ่ะแฮ่ม
ชักนอกเรื่องกลับเข้าเรื่องต่อเถอะ ก่อนที่มันจะส่อไปกว่านี้
อย่าเพิ่งหาว่าผมขี้หงุดหงิดโวยวายเมื่อไม่ได้ดั่งใจนะครับ
แต่ไอ้มึนมันจงใจกวนตีนผมจริงๆ นะ บอกให้แก้ฉากเรทR แต่แมร่งยิ่งแก้ยิ่งติดเรทหนักไปใหญ่ จากR18+ ตอนนี้กลายเป็นR20+ แล้วครับ
“ก็มึงบอกให้R20+ กูก็ทำให้แล้วไง” มันบอกผมเสียงเรียบ หน้าวอนโดนตีนตบมาก
“โว้ยยยยยย กูประชดมึงจะโง่ไปไหน”
“ก็ไม่บอก กูจะรู้มั้ยล่ะว่ามึงประชด” มันยักไหล่ “กูก็นึกว่าเรทแค่นั้นมันน้อยไป
อ่านแล้วเอ็นไม่แข็งเดี๋ยวไอ้คนซื้อมันจะด่ากูตายห่า”
เห็นมั้ย เห็นมั้ย? มันกวนตีนผมอีกแล้ววววว น้ำหน้าอย่างมึงเนี่ยนะจะไม่เข้าใจว่ากูประชด
อยากจะรู้จริงๆ ว่าที่ผ่านมาตลอดเวลาที่เราไม่ได้เจอกัน
มันเอาชีวิตรอดจากปลายตีนคนอื่นมาได้ยังไง
@#%$^$%$##$....
ผมด่ามันในใจอีกแหลกลานแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
สงบสติก่อนมีเตะหมาในปากมัน
“กูว่ามึงเอากลับไปแก้ที่บ้านแล้วค่อยเอามาให้กูดูอีกทีดีกว่า
แล้วคราวนี้ถ้ามันติดเรทยิ่งกว่าเดิมนะ กูโละต้นฉบับมึงลงถึงขยะแน่”
มันไม่ตอบ ไม่พูดไม่จา จ้องผมลูกเดียว ผมก็ไม่ยอมครับ
มันจ้องมาผมจ้องตอบเอาให้มันรู้ไปเลยว่าใครจะท้องก่อนใคร เอ้ย ใครใหญ่กว่าใคร
แล้วสุดท้ายผมก็ชนะครับ อุวะฮ่าๆ มันกรอกตาเซ็งๆ แล้วพยักหน้ารับแกนๆ
แล้วลุกออกไปแบบไม่มีล่ำลาเลย
พอมันออกจากสำนักงานไป ผมถึงได้เห็นว่ามันลืมต้นฉบับเอาไว้
ตามออกไปดูก็ปรากฏว่ามันหายไปจากสายตาแล้ว ผมเลยตัดใจไม่ตามต่อ
คิดว่าเดี๋ยวมันก็กลับมาเอาเองแหละครับ
ผมไปเข้าห้องน้ำ (แบบว่าปวดฉี่อ่ะครับ) แต่ระหว่างที่ล้างมือพอเงยหน้าส่งกระจกปุ๊บกูแทบกรี๊ดแตกปั๊บ
ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่าไอ้หน้าผีที่อยู่ในกระจกนั้นมันคือใคร
ผู้ชายที่ยืนหน้าโทรมอยู่หน้ากระจกมีดวงตาที่ลึกโหลยังกะผีตายซาก
ผมเผ้ายุ่งเหยิง ปอยผมบางส่วนปกหน้าไปกว่าครึ่ง ผมงี้อึ้งไปพักใหญ่พอได้สติ
แว่นตาปัญญาอ่อนที่บดบังใบหน้าถูกจับเขวี้ยงทิ้งอย่างหัวเสีย
ผมวักน้ำจากก๊อกมาล้างหน้าล้างตาแล้วเสยผมไปข้างหลัง
ไอ้เฮียชินเฮงซวยมันทำพิษซะแล้ว มันต้องแกล้งผมที่แอบ(อู้)นอนกลางวันแน่
ผมไม่ได้สายตาสั้นและก็ไม่มีรสนิยมไว้ผมทรงคนบ้า สวนเรื่องหน้าโทรมนั้นความจริง
เอิ๊กๆ ก็เมื่อคืนผมดอทเอโต้รุ่ง ยิ่งเล่นยิ่งมันส์รู้ตัวอีกทีตีห้ากว่าแล้วครับ
แหกตาตื่นมาทำงานจนเสร็จแล้ว(แอบ)งีบ หลับอยู่ดีๆ
ไอ้นายแบบมันก็เดินเอาตีนมายันท้องผม (เป็นการปลุกแบบใหม่ มันบอกผมงั้น)
ผมสะลึมสะลือแหกตาตื่น(อีกแล้ว)มาตั้งท่าจะโวย มันก็ยื่นต้นฉบับมาตรงหน้าผมแล้วบอกว่า
‘ดูให้ที
มันพอจะตีพิมพ์เป็นเล่มได้มั้ย’ ไอ้ผมก็ยังงงๆ เอ๋อๆ
กับการปรากฏตัวของเพื่อนสมัยเด็กอยู่เลยไม่ได้ใส่ใจว่าสภาพตัวเองจะเป็นยังไง
บอกเลยว่าผมไม่รู้ตัวจริงๆ นะว่าถูกไอ้เฮียชินแกล้ง
รีบกลับมาจะเฮีย แค้นนี้กูต้องชำระว่ะ
กลับออกมาจากห้องน้ำก็ยังไม่เห็นพนักงานคนอื่นๆ กลับมาซักคน เอาไงดีวะ
ตอนนี้อยู่ในช่วงพักเที่ยงอยู่ด้วยพี่ๆ พนักงานคนอื่นออกไปกินข้าวกันหมดแล้ว
ถ้าผมไปอีกคนแล้วเกิดมีลูกค้าเข้ามาไม่เจอใครล่ะแย่เลย
ผมตัดสินใจนั่งแหมะลงที่เดิม
ระหว่างรอไม่มีอะไรทำเหลือบไปเห็นว่าต้นฉบับของไอ้มึนยังอยู่ที่เดิมเลยหยิบมาอ่านอีกครั้งอย่างถี่ถ้วน
เมื่อกี้ตอนมันเอามาให้พิจารณาผมดูผ่านๆ
อ่ะครับเห็นว่าเนื้อเรื่องน่าสนใจดีองค์ประกอบในการวาดครบ
แต่ผมไม่ได้อ่านเจาะลึกในรายละเอียดเท่าไหร่
ไหนๆ ก็ว่าละ อ่านอีกรอบแบบละเอียดยิบเลยแล้วกันนะไอ้มึน
ถึงผมจะไม่ได้เอ่ยปากชมมันไป
แต่ลายเส้นที่มันวาดเป็นลายเส้นที่สวยมากกเลยครับ
คนที่คลุกคลีอยู่กับงานแบบนี้อย่างผมดูออกทันทีว่าใครใส่ใจหรือใครสักแต่ว่าทำส่งๆ
ไป ต้นฉบับของไอ้ออเวย์มันต่างจากผลงานอื่นๆ ที่ส่งมาให้ผมพิจารณาลิบ
ทุกน้ำหนักที่ตวัดเป็นลายเส้นไอ้คนวาดมันไม่ได้เพียงแค่วาดเล่นๆ
แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด
ทุกน้ำหนักที่กดลงบนกระดาษเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรู้สึกส่วนลึกอันแรงกล้าที่อยากบอกเล่าเรื่องราวและส่งความรู้สึกรักล้นหัวใจออกมาผ่านทางตัวเอกของเรื่อง
โดยเฉพาะหน้านี้ที่เมะ(ผ่ายรุก)ในเรื่องกำลังบอกรักเคะ(ผ่ายรับ) ผมถึงกับขนลุกซู่
ในใจมันหวิวๆ ชอบกล
อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนไอ้นายแบบมันกำลังส่งคำรักบอกใครสักคนผ่านตัวการ์ตูนอยู่เลย
แมร่ง กูเก็บอาการเกือบไม่อยู่ จะเขินทำเชี่ยไรของมึงวะไอ้เฟล
แค่ตัวการ์ตูนมันบอกรักกัน ไม่ได้บอกรักมึงซะหน่อย
แล้วผมก็แทบเลือดพุ่งหมดตัวกับหน้าต่อมา หลังจากที่เมะในเรื่องบอกรักเคะแล้วมันก็ลากเคะมาชะชะช่า(?)ทันที
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก ไอ้มึนนนนนนนนน
แมร่งทำกูของขึ้น มึงจะเมพไปไหนวะ แน่ใจนะว่านี่มันผลงานชิ้นแรกของมึง
ในฉากอย่างว่าที่สองตัวเอกกำลังบอกรักกันผ่านร่างกายที่สอดประสาน ลายเส้นผมบอกให้ผมรู้ว่าคนวาดมีความรู้สึกปรารถนาที่จะครอบครองทั้งตัวและหัวใจของใครสักคน...
อ่านเอง เขินเอง และฟินเอง.... ชักอาการหนักแล้วกู
แมร่งถ้าผลงานชิ้นนี้ออกสู่ตลาดนะ รับรองเรตติ้งพุ่ง ไอ้เฟลคอนเฟิร์ม
“กูลืมต้นฉบับไว้บนโต๊ะ มึงหยิบให้ทีดิ๊”
กำลังฟินได้ที่เสียงกวนประสาทก็ดังลอยมาแต่ไกล
ไม่ต้องหันไปมองผมก็รู้ครับว่าเสียงใคร มีคนเดียวแหละครับ
ก็จะใครซะอีกล่ะถ้าไม่ใช่ไอ้ออเวย์ นายแบบหน้ามึนแถมหื่นด้วย
(คำจำกัดความหลังดูจากฉากเรทที่มันวาดครับ)
“อ้าว กลับมาเอาแล้วเหรอ มึงนี่โคตรขี้ลืมเลยว่ะ” ผมติมันแต่ก็ไม่ทีท่าว่าจะส่งต้นฉบับคืนมันซักที
ก็กูยังอ่านไม่จบอ่ะ รอกูอ่านจบก่อนค่อยคืน
ไอ้มึนจิ๊ปากอย่างขัดใจเดินหน้าโหดมาทุบโต๊ะดังปัง
เล่นเอาผมสะดุ้งเฮือกเหลือกตาถลนเงยหน้าขึ้นสบตามันหวาดๆ เลยครับ
“เอาต้นฉบับกูคืนม...า”
ตอนแรกมันก็ฟาดงวงฟาดงาใส่ผมอย่างหัวเสียแหละครับที่ผมทำเป็นไม่สนว่ามันกำลังยืนเต๊ะท่ารอต้นฉบับอยู่
แต่พอผมเงยหน้าสบตามันเท่านั้นแหละ
ไอ้เสียงตวาดตอนแรกแผ่วลงจนกลายเป็นเสียงครางแทบไม่พ้นลำคอเหมือนมันกำลังอึ้งกับอะไรบางอย่างอยู่
“สัด! ทุบโต๊ะหาพ่อง กูตกใจหมด”
ผมสบถด่าแต่มันนิ่งเป็นกลายร่างจากคนเป็นหินไปแล้วครับ
ผมเอามือไปโบกหน้ามัน โบกไปโบกมามันก็ยังทำหน้าเหมือนเห็นผีก็ไม่ปานอยู่ดี
คนที่ต้องตกอกตกใจจนสติหลุดมันควรเป็นกูสิไม่ใช่มึง ยังไงมึงก็จะไม่หายอึ้งใช่มั้ย
ได้....
ป๊าบบบบบ
ผมเลยเปลี่ยนเป็นโบกหัวมันแทนการโบกมือตรงหน้ามันซะเลย อ้าว
ได้ผลด้วยโว้ย มันสะบัดหัวได้สติขึ้นมาทันที
“ฟะ เฟล...”
...100%...
[ครบ]
[ครบ]
จะ..จำ..ได้แล้ว ><
ตอบลบ