วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

My Writer : Step Five


My Writer : Step Five




“รักนี้จากปลายปากกาของเดิมมีอยู่พันเล่มส่วนยอดสั่งใหม่สองพัน พิมพ์เพิ่มอีกพันเล่มเฮีย” ผมหันไปตะโกนบอกเฮียชินที่อยู่อีกมุมของห้องพร้อมปาดเหงื่อ



เหนื่อยโคตรวันนี้



เมื่อเช้าเครื่องพิมพ์มันเจ้งเล่นเอาพวกผมเครียดกันไปครึ่งวันเพราะต้องส่งหนังสือทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ กว่าช่างจะซ่อมเสร็จก็ปาไปเกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว ไอ้สำนักพิมพ์ที่เคยเฮฮาปาร์ตี้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายสลับเสียงหัวเราะดูเงียบเหงาฮึมครึมลงทันตา ถึงตอนนี้ทุกคนรวมทั้งผมก็ยังหน้าดำคร่ำเครียดกันไม่หายกับงานใหม่ที่ถาโถมเข้ามาอีกระรอก



รักนี้....จากปลายปากกา หนังสือการ์ตูนวายผลงานชิ้นเอกของยอดชายนายแบบทำพวกผมงานเข้าเมื่ออยู่ๆ เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมามีสายด่วนส่งตรงจากหัวหน้าบอกให้สั่งพิมพ์เพิ่มอีกสองพันเล่มเป็นการด่วน ซึ่งจากที่ตรวจดูยอดหนังสือที่ตกค้างดูแล้วเหลือพันเล่นพวกผมต้องพิมพ์เพิ่มอีกพันเล่นและที่สำคัญกว่านั้นต้องเสร็จภายในวันพรุ่งนี้ก่อเที่ยง!



เพราะอย่างนั้นพวกผมถึงได้หน้าดำคร่ำเครียดทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่นี่ไงครับท่าน!



เหลือบมองนาฬิกาบนผนังแล้วความเครียดของผมก็เพิ่มระดับพุ่งปรี๊ดขึ้นอีกเท่าตัว วันนี้หลังเลิกงานผมมีนัดกับไอ้นายแบบแต่ตอนนี้เหลือเวลาอีกชั่วโมงเดียวก่อนจะถึงเวลานัดแต่งานของผมยังทำไปได้ไม่ถึงครึ่ง



“พักก่อนดิมึง” เฮียชินโยนกระป๋องน้ำอัดลมมาให้ผม “ตั้งแต่เช้ามึงยังไม่ได้พักเลยนี่ ข้าวกลางวันก็ไม่ได้กิน”



“ไม่ล่ะเฮียขืนนั่งพักงานไม่เสร็จกันพอดี” ผมเปิดกระป๋องกระดกน้ำอึกใหญ่อย่างหิวกระหาย เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้ผมยังไม่ได้แตะน้ำดื่มเลย



“ขยันก็ดีอยู่หรอกแต่ถ้าร่างกายรับไม่ไหวจะแย่เอานะโว้ย อย่างน้อยมึงก็น่าจะไปกินข้าวก่อน”



“ไม่ล่ะ ทำเสร็จแล้วค่อยกิน” ผมอยากให้งานในส่วนของผมมันเสร็จเร็วๆ แล้วค่อยไปจัดเต็มกับไอ้นายแบบเอาที่ร้าน



“เออๆ ตามใจมึงแล้วกัน ถ้าไม่ไหวเรียกกูนะ”



“ครับเฮีย” ผมรับคำแล้วหันมาจัดกองหนังสือต่อ



นั่งทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนใกล้ได้เวลาเลิกงานแล้วแต่งานยังท่วมหัวผมอยู่เลย จะขอเลิกก่อนก็ไม่ได้เพราะจะทำให้งานส่วนอื่นต้องหยุดชะงักและรวนไปด้วยผมไม่เห็นแก่ตัวกล้าทำงานพังหรอก สงสัยคงต้องโทรไปเลื่อนนัดไอ้มึนซะแล้วสิเนี่ย เสี่ยงต่อการถูกไอ้นายแบบงอนแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้มันไปรอเก้อล่ะวะ 



ผมควานหามือถือในกระเป๋าออกมากดไล่หาเบอร์ไอ้มึนแล้วโทรออก แต่ยังไม่ทันได้โทรออกหน้าจอมือถือก็ดับพรึบผมสบถอุบกดเปิดเครื่องใหม่ ข้อความที่ปรากฏบนจอเล่นเอาผมมืดแปดด้านมือกุมขมับกับความสะเพร่าของตัวเอง



“สลัด! แบตมาเสือกหมดอะไรตอนนี้วะแมร่ง”



แล้วทีนี้กูจะติดต่อไอ้มึนยังไงวะ จะยืมมือถือเฮียชินก็ไม่ได้ ที่บอกไม่ได้ไม่ใช่เพราะเฮียไม่ให้ยืมหรอกนะครับแต่ผมจำเบอร์ไอ้มึนไม่ได้ สมองปลาทองอย่างผมอ่ะอย่าว่าแต่เบอร์ไอ้นายแบบเลยขนาดเบอร์ตัวเองบางครั้งผมยังแทบลืม แล้วแบบนี้จะไปจำเบอร์มันได้ยังไง



โว้ยยยยยยย กูจะทำไงดีเนี่ยป่านนี้ไอ้มึนต้องไปรอที่ร้านแล้วแน่ ถ้าเป็นเรื่องของผมล่ะก็ไอ้ออเวย์มันจะใส่ใจเป็นพิเศษ มันไม่มีทางไปสายแน่อย่างน้อยมันจะต้องไปก่อนเวลานัดสักหนึ่งชั่วโมงฟันธง! ถามว่าทำไมถึงเชื่ออย่างนั้นน่ะเหรอ เหอะ! เพราะเมื่อก่อนผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ไงล่ะ! เวลานัดกันไปไหนไอ้มึนไม่เคยไปสายสักครั้ง



“เป็นไรวะเฟลทำหน้าอย่างกับหมาที่บ้านตาย” เจ๊ก้อยที่แบกลังหนังสือกองโตจนกล้ามขึ้นเป็นมัดถามขณะเดินผ่านผม



“แบตมือถือหมด” 



“กะอีแค่แบตหมดทำอย่างกับจะเป็นจะตาย” เจ๊แบะปากได้น่าเอาเอาหลังตีนฟาดมาก นี่เพราะเห็นว่าเจ๊เป็นกระเทยร่างถึกหรอกนะผมถึงไม่กล้าทำ โดนหลังแหวนสวนกลับแค่ทีเดียวผมก็สลบเหมือดแล้วพี่น้องใครจะกล้า ทำอะไรเจ๊ไม่ได้ก็แมร่งเลย ตุ๊ดได้อีกกู



“ผมนัดไอ้ออเวย์ไปกินข้าวหลังเลิกงานแต่ดูท่างานจะไม่เสร็จง่าย กำลังจะโทรไปเลื่อนนัดแต่แบตหมด เจ๊ว่าผมควรเครียดมั้ยฮะ”



“ชะอุ้ย! แม้เจ้าโว้ยยยยยย ไอ้เฟลมีเดทคร้าาาาา ทุกค้นนนนนน” เจ๊ก้อยมือทาบอกแล้วอ้าปากตะโกนลั่นกะเอาให้ได้ยินเต็มหูทุกคน



“แค่กินข้าวเว้ย เจ๊แยกแยะคำว่ากินข้าวกับเดทไม่ออกเหรอ” ผมก็ใช่ย่อยโวยลั่นพอกัน แมร่งเดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิดหมด แล้วก็เป็นดังคาดสายตาวิบวับสื่อความนัยหยอกเย้าล้อเลียนถูกส่งมาจากรอบทิศเล่นเอาผมกระอักกระอ่วนชอบกล มือไม้เกะกะไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนดี แต่บอกไว้ก่อน 



กูเปล่าเขินนะโว้ยยยย



“แหมๆๆๆๆ มิน่าวันนี้มึงขยันเป็นพิเศษ ทีแท้ก็อยากเลิกงานเร็วนี่เอง” เฮียชินไม่พลาดแล่นข้ามห้องมากระแซะซะไหล่ติดกัน



“ขยันขเยินอะไร ก็ปกติ” ผมหลบตา



“ป๊ะ! เห็นแก่วันนี้น้องชายสุดที่รักจะไปเสียสาวครั้งแรก เอางี้ มึงเลิกก่อนได้เลยงานส่วนของมึงกูรับผิดชอบเอง”



“เสียสาวป๊าเฮียสิ แค่กินข้าวโว้ย คนที่นี่ไหงพูดไม่รู้เรื่องซักคนเลยวะ”



“ปากด่าแต่ยิ้วร่าขยับเก็บข้าวของแทบไม่ทันเลยนะยะ”



ชะอุ้ย... ร่างกายมันขยับไปเอง



“แหะๆ” ผมยิ้มแห้งให้เจ๊ก่อนหันไปขอบอกขอบใจเฮียชิน “ขอบคุณว่ะเฮีย ไว้พรุ่งนี้ผมจะช่วยเฮียทำงานเป็นการตอบแทน”



“เออๆ รีบไปเลยกูหมั่นไส้คนมีผัว” เฮียชินโบกมือไล่



ถึงจะคิ้วกระตุกกับคำว่าผัวแต่ไอ้ผมก็ไม่ขัดศรัทธา ความเกรงอกเกรงใจหาได้มีในตัวผมในเมื่อเฮียมันอาสาช่วยแล้วจะปฏิเสธเพื่ออะไร ผมคว้าเบ้ใบเก่งเดินลิ่วออกสำนักงานไปโบกแทกซี่ ประจวบเหมาะกับที่รถมาจอดเกยเทียบท่าพอดี เปิดประตูกำลังจะหย่อนก้นนั่งเฮียชินก็วิ่งหน้าตั้งมาหา ไม่พูดพร่ำทำเพลงเฮียยัดอะไรบางอย่างลงมือผมแล้วถอนห่างอย่างไว ผมก้มลงดูกล่องขนาดเล็กในมือข้อความบนกล่องเด่นหลาอ่านได้ใจความว่า 



Durex...



“กูให้เผื่อมึงไม่ได้เตรียมไป”



เฮียจะมองการไกลไปไหน



“ส้นตีน” ผมปากล่องถุงยางแสกหน้าเฮียชินท่ามกลางเสียงฮาคลืนของ(ไอ้)พวกเพื่อนร่วมงานที่พากันเสนอหน้าออกมาส่งผมหน้าสำนักงานทำอย่างกับส่งตัวเจ้าสาวก็ไม่ปาน



“พวกกูไม่มีอะไรจะสั่งเสีย พรุ่งนี้ถ้ามึงมาทำงานไม่ไหวเดี๋ยวพวกกูทำแทนเอง”



แบบนี้รึเปล่านะที่เขาเรียกหวังดีประสงค์ร้าย



“เขาว่าครั้งแรกเจ็บสลัดแต่ก็เสียวโคตรเสียว มึงก็อย่าเกร็งละกัน”



อะไรเจ็บ อะไรเสียว บอกกูที?



“แต่เกร็งๆ ไว้บ้างก็ดีนะมึง ได้อารมณ์ไปอีกแบบ...ฟิตๆ” 



นึกภาพเจ๊กระเทยร่างบึกทำหน้าหื่นน้ำลายยืดออกเลยกู ว่าแต่แด.กข้าวต้องใช้ความฟิตด้วยเรอะ?



“อ้าวเฮ้ย กูลืมเอาเจลให้มัน”



เจล?



“เวรแล้วไงของ ‘สำคัญ’ ขนาดนั้นลืมได้ไง แล้วจะเสียบเข้าไปได้เหรอฝืดตายห่าดิ”



“ผมแค่ไปกินข้าวโว้ย! ไม่ได้จะไปบี้กัน!!” ผมแหกปากลั่นชูนิ้วกลางให้ไอ้พวกหูตึง ปิดประตูใส่หน้าแมร่งเลยใครใช้ให้แซวกูล่ะ



 “ก๊ากกกกกกกกกก” เสียงหัวเราะชอบอกชอบใจที่แกล้มผมได้ดังไล่หลังมาขณะรถเคลื่อนตัวออก เออ! จะมีใครรั่วได้เท่าไอ้พวกนี้ไม่มีอีกแล้ว



กูอยากจะรีบไปให้พ้นเสียงพวกมานนน~



 “เหยียบให้มิดเลยเพ่!” ผมหันไปสั่งลุงคนขับ หัวหงอกแล้วแต่กูอยากประจบเลยต้องเรียกพี่



“จัดไปไอ้น้อง” ลุงคนขับหันมาตะเบ๊ะแล้วเหยียบมิดตีนโชว์เมพ ผมงี้แทบหน้าหงายหลัง







“แล้วไงล่ะเหอะๆ ทำปากดีนะลุง”



ไม่ต้องงง คือผมแขวะลุงคนขับเองแหละครับ ครึ่งชั่วโมงก่อนยังทำปากดีสาธยายว่าตัวเองเป็นนักซิ่งมือฉมังปาดซ้ายแซงขวาได้หมดขอแค่มีช่อง

แคบๆ ให้แทรก แล้วสุดท้ายเป็นไงติดแหงกอยู่กลางถนนมาครึ่งชั่วโมงแล้วเนี่ยโว้ย มองไปข้างหน้าก็เห็นแต่หลังคารถไม่มีที่สิ้นสุดสิบนาทีไหนรถเคลื่อนได้ไกลสุดหนึ่งเมตร



แล้วเมื่อไหร่กูจะไปถึงร้าน? 



“ก็รถมันติด”



“เหรออออออ” ผมลากเสียงยียวนจนใจกวนตีนสุดขีด ยังจะมายิ้มแหยะอีกกูไม่มีอารมณ์ยิ้มตอบโว้ย เพราะลุงนั่นแหละที่ทำให้เรื่องมันยุ่ง ผมบอกให้ขึ้นทางด่วนแต่แรกก็ไม่ฟังบอกแต่ว่าไว้ใจลุงเถอะลุงมีทางลัดรับรองสิบห้านาทีถึงไม่จำเป็นต้องขึ้นทางด่วน แล้วเป็นไงครึ่งชั่วโมงผ่านไปยังติดแหงกอยู่กลางถนนห่างจากสำนักงานแค่ป้ายเดียวไม่ขาดไม่เกิน ป่านนี้ไอ้มึนรอจนเหงือกแห้งตายไปแล้วมั้งเลยเวลานัดมาเกือบชั่วโมงแล้วด้วย



ขืนอยู่อย่างนี้ต่อไปมีหวังไปถึงร้านปิดพอดีแถมไอ้มึนงอนหน้าหักอีก เอาไงดีวะหรือกูต้องเป็นพระเอกมิวมิคลงไปวิ่งบนฟุตบาทเพื่อไปให้ทันนัดนางเอก? 



“ไม่ต้องทอน” ชั่งใจคิดไม่ถึงเสี้ยววินาทีผมก็ตัดสินใจได้ ควักเงินยัดลงมือลุงคนขับแล้วเปิดประตูพรวดออกไปด้วยสายตามุ่งมั่นเหมือนนักวิ่งทีมชาติมองเส้นชัยก็ไม่ปานข้างหน้าก็ไม่ปาน จุดมุ่งหมายคือภัตตาคารห้าดาวที่อยู่ห่างไปอีกสี่ป้าย



เอาวะ! เป็นพระเอกมิวสิคซักวันไม่ตายหรอก



ยี่สิบนาทีผ่านไป~



แฮกๆ แฮกๆ



โอย เหนื่อยชิบหายแต่ต้องทนอีกสองป้ายเท่านั้น ร้องเพลงปลุกใจหน่อยแล้วกัน สู้โว้ยยยยย



...บางระจันคืนพระจันทร์งามเด่น ฝนพร่างพรำฉ่ำเย็น เยี่ยมยุทธภูมิสงคราม


มีนายจันหนวดเขี้ยวระบือนาม ชวนพวกขึ้นทวงถาม หาความเป็นไท


นิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติ สละละทิ้งโบสถ์ เป็นมิ่งขวัญกำลังใจ


หวังต่อกรทัพพม่าทั้งน้อยใหญ่ ที่ข่มเหงน้ำใจ ปล้นฆ่าเด็กผู้หญิง...



ดะ เดี๋ยวนะพอก่อน สรุปนี่กูจะไปแดรกข้าวหรือสู้รบกับพม่า?



โทษทีเมื่อคืนนึกคึกหยิบหนังเรื่องนี้มาดู =_= (อารมณ์แบบหนังจบคนไม่จบ) ผมสะบัดหัวไล่ภาพบางระจันออกไปแล้วปลุกกำลังใจให้ฮึกเหิมใหม่โดยการพยายามจินตนาการภาพไอ้นายแบบนั่งหน้าหงอยรออยู่ในร้านอาหารเดียวดายท่ามกลางผู้คน จินตนาการไปจินตนาการมาทำไมกูถึงเห็นเป็นภาพหมาหงอยนั่งรอเจ้านายอยู่หน้าบ้านไปได้วะ ชะ ช่างเถอะเอาเป็นว่ายังไงก็ริบวิ่งเข้าไป



“อะ โอ้ยยยยยย ปวดท้อง ช่วยด้วยๆ” ผมชะงักมองซ้ายมองขวาไม่เห็นอะไรก็วิ่งต่อ



“ปวดท้องจะคลอดแล้ว ใครก็ได้ช่วยที” คราวนี้เสียงดังใกล้เข้ามาอีกนิดทำให้ได้รู้ว่าเป็นเสียงแสดงความเจ็บปวดของผู้หญิง ผมขมวดคิ้วมุ่นอย่าบอกนะว่าผีหลอกกลางวันแสกๆ 



....ท่ามกลางผู้คนเดินขวักไขว่เนี่ยนะ? 



เป็นไปไม่ได้เด็ดๆ!!



“ช่วยด้วยค่ะ คุณคะช่วยด้วย” แล้วผมก็ได้เห็นที่มาของเสียง หญิงท้องแก่คนหนึ่งนั่งคุดคู้อยู่ข้างทางมือหนึ่งกุมท้องอีกมือจับแขนผู้ชายในชุดสูทท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันไปมาขวักไขว่ 



น่าแปลก... ทุกคนต่างก็เห็นแต่ไม่มีใครเข้าไปให้ความช่วยเหลือสักคน คนพวกนั้นต่างเดินหน้าตายสวนกันไปสวนกันมาทำไม่เห็นเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเดือดร้อน และชายคนนั้นก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันคนอื่นๆ เขาสะบัดมือออกอย่างไม่ใยดีปากตะโกนด่าว่ากำลังยุ่งไม่ว่างมาช่วยคนแปลกหน้าแล้วก็เดินจากไปไม่เหลียวหลัง



เชี่ย! เพราะแบบนี้ไงผมถึงได้เกลียดคนเมืองหลวงนัก



“เป็นอะไรมากรึเปล่าครับคุณ” ผมปรี่เข้าไปประคองเธอมานั่งม้านั่งข้างทาง



“โอย ฉะ ฉันเจ็บท้อง ช่วยเด็กคนนี้ด้วยนะคะ อุย ระ รู้สึกเหมือนจะคลอดแล้ว” เธออ้อนวอนผมทั้งน้ำตานองหน้าแบบเดียวกับที่ทำกับผู้ชายก่อนหน้านี้ไม่มีผิด ผมไม่เข้าใจเธอน่าสงสารขนาดนี้ทำไมทุกคนถึงเดินผ่านได้หน้าตาเฉย



“ใจเย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออก นั่นแหละครับ นั่นแหละ” ผมเอาผ้าเช็ดเหงื่อให้เธอแล้วถามหาโทรศัพท์(อย่าลืมสิว่ามือถือผมแบตหมด) เธอบอกอยู่ในกระเป๋าผมจึงขออนุญาตค้น 



เนื่องจากที่นี่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ผมรู้จักนักผมจึงโทรเข้าเบอร์ฉุกเฉินของทางโรงพยาบาล ระหว่างรอผมก็โทรไปบอกสามีเธอด้วย ฝ่ายนั้นรับสายแล้วบอกจะรีบตามไปที่โรงพยาบาลทันที



รอไม่นานเสียงไซเรนดังเข้ามาใกล้ทุกขณะผมรีบวิ่งไปโบกไม้มือเรียก “ทางนี้ครับ ทางนี้ๆ”



เจ้าหน้าที่และพยาบาลเอาแปลมาหามหญิงท้องแก่ขึ้นรถฉุกเฉิน ยอมรับว่าตกใจมากกลัวเธอเป็นอะไรไปและเพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเนี่ยแหละผมถึงเผลอขึ้นรถมาโรงพยาบาลด้วยเมื่อไหร่ไม่รู้ พอรู้ตัวอีกทีผมก็นั่งสะเหล่อกุมมือเธออยู่หน้าห้องคลอดแล้ว จะปล่อยเธอไว้คนเดียวก็ไม่ได้เธอเล่นจับมือผมแน่นซะขนาดนี้ ปากก็พร่ำแต่ว่าอย่าเพิ่งไปๆ อยู่เป็นเพื่อนเธอก่อนนี่เป็นลูกคนแรกของเธอ เธอกลัว ไอ้ผมมันคนใจอ่อนอยู่แล้วเลยได้แต่นั่งรอ



หมอและพยาบาลเดินเข้ามาเข็นเตียงคนไข้เข้าห้องคลอด ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจอาจเพราะที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชนก็ได้ (ถ้าเป็นของรัฐรับรองรอจนแก่หงำเหงือก ดีไม่ดีเธอคลอดก่อนหมอมาก็อาจเป็นได้ =_=) ผมบีบมือให้กำลังใจเธอแล้วปล่อย เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ไม่ใช่ว่าห่วงเธอหรืออะไร (ถึงมือหมอแล้วจะห่วงอะไรอีก) แต่ผมห่วงไอ้นายแบบมากกว่า เลยเวลานัดมาสองชั่วโมงแล้วไม่รู้ป่านนี้จะยังรออยู่รึเปล่า



“คุณครับ! ภรรยาผมเป็นยังไงบ้าง” เสียงทุ้มของผู้ชายวัยประมาณสามสิบปลายๆ วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาเขย่าตัวผมจนตาลาย



“ด เดี๋ยวใจเย็นคุณ”



“ทะ โทษทีผมตกใจไปหน่อย”



ไม่หน่อยแล้วมั้งเนี่ย 



“ภรรยาคุณเข้าห้องคลอดไปแล้วครับ” ผมรายงาน เขาชะเง้อเข้าไปข้างในทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางมองเห็นท่าทางตื่นเต้นพอตัวเมื่อรู้ว่าภรรยาถึงมือหมออย่างปลอดภัยแล้วและอีกไม่นานเขาจะได้เจอหน้าลูก ผมมองแล้วนึกย้อยไปถึงพ่อกับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ ตอนผมเกิดพวกเขาก็คงจะมีอาการคล้ายๆ แบบนี้



อ๊ะ เวรล่ะสินี่ใช่เวลามาปลื้มเหรอไอ้เฟล มึงอย่าลืมสิว่ามึงต้องรีบไปหาไอ้มึน



“ถ้างั้นผมขอตัวล่ะครับ” ผมเดินเร็วๆ แทบจะเป็นวิ่งแล้วถ้าไม่ใช่เพราะพยาบาลที่เดินสวนตาส่งตาดุให้ ของโทษคร๊าบบบ ผมลืมว่าห้ามวิ่งในโรงพยาบาล 



“คุณครับเดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป” เสียงผู้ชายคนนั้นเรียกแต่ผมไม่สนใจแหละครับทิ้งให้เสียงนั้นค่อยเบาลงและจางหายไปเบื้องหลัง คนยิ่งรีบๆ อยู่ อีกอย่างภรรยาเขาก็น่าจะปลอดภัยแล้วผมไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ



มุมพักผ่อนที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้บริการผู้ใช้บริการที่ผมเดินผ่านมีนิตยสารมากมายวางเรียงรายบนชั้นหนังสือขนาดเล็กให้เลือกอ่านฆ่าเวลา ผมคงจะไม่สนใจและเดินผ่านไปเหมือนทุกทีที่เห็นคนบนปกเป็นไอ้นายแบบ แต่ตอนนี้อะไรบางอย่างสั่งให้ผมหยุดแวะหยิบนิตยสารแฟชั่นฉบับหนึ่งขึ้นมาดู ข้อความบนปกนั่นแหละที่เรียกความสนใจจากผมได้มากโข



’นายแบบฮอตหวานไม่แคร์สื่อ อากิระกระซิบไม่ปฏิเสธว่าคบกัน’ ผมอ่านแล้วเลิกคิ้วพลิกไปอ่านเนื้อหาข้างในอย่างสนใจ คือปกติผมไม่ใช่พวกสนใจซุบซิบดารานายแบบอะไรเทือกนี้นะมันให้ความรู้สึกไร้สาระด้วยซ้ำ แต่พอเห็นจั่วหัวข้อไว้แบบนี้แล้วมันหงุดหงิดแปลกๆ



‘อากิระ’ นายแบบหน้าหล่อเปิดอกยอมรับกำลังคบหาดูใจอยู่กับ ‘ออเวย์’ นายแบบสุดฮอตของเรา เรียกได้ว่าเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายทีเดียวสำหรับเรื่องนี้ แฟนๆ ต่างออกมาชูป้ายประท้วงกันยกใหญ่ว่ามันไม่จริ๊งงงงง นายแบบหน้าหล่อเขาสตอ(แหล)ไปเอ๊งงงงง 



ส่วนทางด้านหนุ่มออเวย์นั้นเงียบเชียบไม่ออกมาปฏิเสธหรือยอมรับ สุดฮอตของเรายังคงมุ่งมั่นอยู่กับการทำงาน มีคนในกองถ่ายแอบกระซิบมาว่าเจ้าตัวเขาทำงานเลิกปุ๊บแจ้นกลับบ้านปั๊บไม่มีทีท่าว่าจะแอบกิ๊กแอบหวานกับหนุ่มอากิแต่อย่างใด 



เอาล่ะสิตกลงอากิระจะว่ายังไงคะออเวย์เขาไม่เห็นสนใจ ‘คนคบกกัน’ เล้ยยยย’



บทสัมภาษณ์สั้นๆ ที่มีภาพไอ้นายแบบยืนเก๊กขรึมเต็มหน้า แต่ที่สะดุดตาผมคือรูปคนที่คาดว่าจะเป็นอากิระที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ มุมหน้ากระดาษ หน้าคุ้นเหมือนเคยเห็นที่ไหน...



“อ้อ ใช่แล้ว” ผมตบมือฉาด จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนอยู่ ม.ปลาย ผมเคยปลื้มนายแบบคนหนึ่งที่กำลังมาแรงในขณะนั้น อากิระคนในรูปมีหน้าตาคล้ายกับอากิระคนนั้นในความทรงจำมาก แต่อากิระในรูปดูคุณชายจ๋าไม่เท่เหมือนอากิระในความทรงจำ สรุปคือคล้ายแต่ไม่น่าใช่คนเดียวกัน



งงมั้ยอากิระเจออากิระ ชื่อมีตั้งเยอะแยะมากมายไม่ตั้งดันมาตั้งชื่อเหมือนกันซะงั้น



ผมนิ่งอ่านบทสัมภาษณ์ซ้ำอีกครั้งแล้วเลิกสนใจโยนนิตยสารทิ้งที่เดิมอารมณ์ดี๊ด๊าขึ้นมาทันตาเห็น งงตัวเองเหมือนกันวุ้ยกูเปลี่ยนอารมณ์เร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีกับแค่อ่านบทสันภาษณ์จบ



ไอ้นายแบบมันไม่หือไม่อือออกมายอมรับหรือปฏิเสธก็แปลว่าเรื่องที่อากิระให้สัมภาษณ์มานั้นสตอแหลจริงๆ แต่ไหนแต่ไรมาคนอย่างไอ้มึนมันไม่เคยสนใจอยู่แล้วกับข่าวลือไม่จริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวเอง ตอน ม.ปลาย ไอ้มึนมันป๊อบจึงเกิดข่าวลือว่าคั่วคนนั้นคนนี้บ่อยๆ ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่เคยไปคั่วใคร ก็วันๆ ตัวมันติดผมอย่างกับกาวตราช้างจะมีปัญญาไปคั่วใครได้ ผมเคยถามนะว่าทำไมไม่แก้ข่าวบ้าง รู้มั้ยมันตอบผมว่าไง



‘แค่ข่าวลือผมรู้อยู่แก่ใจว่าความจริงมันเป็นยังไง แค่เฟลไม่เข้าใจผิดก็พอคนอื่นผมไม่แคร์’



มันไม่เคยเห็นหัวใครนอกจากหัวผมคนเดียว ต่อให้ตรงหน้ามีคนกำลังโดนกระทืบหรือใกล้ตายนอนหายใจพะงาบๆ อยู่มันก็สามารถเดินผ่านไปได้โดยไม่รู้สึกอะไร นั่นแหละครับสันดานไอ้นายแบบ แต่กลับกันถ้าคนที่กำลังโดยกระทืบหรือใกล้ตายนอนชักดิ้นชักงออยู่ตรงหน้าคือผม ไอ้มึนมันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ผมรอด ถ้าจะอธิบายเป็นภาษาดาราศาสตร์(?)ก็ประมาณว่า มันเป็นดวงจันทร์ส่วนผมคือโลก ดวงจันทร์จะสนใจและหมุนอยู่แค่รอบโลกเท่านั้น... 



ออกมาหน้าโรงพยาบาลเจอพี่วิน(มอ’ไซค์) ผมโบกเรียกกระโดดขึ้นซ้อนท้าย “ไปร้านxxxพี่ เอาแบบด่วนจี๋”



“ตามบัญชาไอ้น้อง” 



แล้วผมก็แทบหงายหลังเมื่อพี่แกบิดซะเต็มเหนี่ยวแซงซ้ายแซงขวาเกือบสอยตูดรถคันข้างหน้าก็หลายรอบ ขอแค่มีช่องแคบๆ ให้พอเบียดเข้าไปได้พี่แกจะไม่รอช้าพุ่งไปทันที อีกสิบนาทีต่อมาผมก็มายืนมึนอยู่หน้าร้านแล้ว รู้งี้กูนั่งวินมาแต่แรกก็ดี(ถึงเร็วแต่สภาพอนาถ) จัดเผ้าจัดผมให้เข้าที่แล้วเดินเข้าไปพนักงานออกมาต้อนรับพร้อมสีหน้าแบบ ‘น้ำหน้าอย่างมึงมีตังค์จ่ายเหรอ’ 


แหมถึงกูจะแต่งตัวมอซอเสื้อยืดตัวร้อยเก้าเก้ากางเกงยีนขาดๆ แต่กูก็ไม่มีปัญญาจ่ายนะโว้ยยย (ก๊ากๆ ไอ้มึนมันจ่าย)



ผมตบไหล่พนังงานป้าบๆ มึงคิดถูกแล้วไอ้น้องที่มองดูแคลนกูแบบนั้น =,.=



“ไม่ทราบว่าได้จองไว้รึเปล่าครับ” 



“ครับ จองไว้ในชื่อออเวย์”



“อ้อ เชิญทางนี้ครับ” 



ผมเดินตามหลังพนักงานไป ห้องที่ไอ้นายแบบจองไว้เป็นห้องส่วนตัวที่หรูดูดีมีสไตล์โคตรๆ นั่งก้นยังไม่ทันอุ่นอาหารก็มาเสิร์ฟทั้งที่ผมไม่ทันได้สั่ง



“คุณออเวย์สั่งไว้ครับ” เขาเห็นผมทำหน้าเอ๋อเลยสงเคราะห์อธิบายให้ด้วยความสงสาร(หรือสมเพชวะ?)



จะว่าไปผมไม่เห็นไอ้นายแบบเลยนี่หว่า “เอ่อ แล้ว...”



“คุณออเวย์เช็คบิลกลับไปแล้วครับ ฝากบอกอีกว่าถ้าคุณมาถึงให้นำอาหารมาเสิร์ฟเลย อาหารแต่ละอย่างเป็นของโปรดคุณทั้ง” บริกรส่งช่อดอกไม้มาให้แล้วถอยไปยืนมุมห้อง




‘ผมรู้เฟลยังไม่ได้ทานอะไรมาแน่ๆ ผมเลยสั่งไวให้

ทานเยอะๆ นะครับ ^^




ข้อความในการ์ดทำเอาผมตื้อในอกน้ำตาเหมือนจะไหลให้ได้ ผมผิดนัดมันแต่มันก็ยังห่วงและใส่ใจผมในทุกๆ เรื่อง ช่อดอกไม้ในมือเหมือนมีความนัยแฝงอยู่ เห็นแบบนี้แต่ผมเป็นละเอียดอ่อนในบางเรื่องนะครับ อย่างดอกไม้เนี่ยต่างดอก ต่างพันธุ์ ต่างสี ความหมายก็จะต่างกันไปตามสถานการณ์ที่ให้



ช่อดอกกุหลาบสีขาว... แสดงถึงความรักอันใสสะอาดบริสุทธิ์และน่าทะนุถนอมที่ผู้ให้มีต่อผู้รับ แต่อีกนัยหนึ่งคือ ความรักที่ให้ไปนั้นเป็น ‘รักข้างเดียว’ โดยไม่หวังเลยว่าความรักที่มอบให้ไปนั้นจะได้ความรักตอบกลับมาหรือเปล่า



ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกอย่างไรแต่หัวมันชาไปหมดคิดอะไรไม่ออกแล้วตอนนี้ อาหารจานโปรดวางเรียงรายกลิ่นหอมชวนลิ้มลองแต่ผมไม่สามารถรับรู้รสใดๆ ได้เลย รสชาติมันจืดชืดไปหมด แมร่งร้านนี้ห่วงแตกชะมัดหรูซะเปล่าแต่อาหารโคตรห่วย ผมกินไปบ่น(ในใจ)ไป แตะนั่นนิดนี่หน่อยพอเป็นพิธีทั้งที่ไม่ท้องไม่อยากอาหาร เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะไอ้นายแบบมันอุตส่าห์สั่งมาให้ทั้งที



เพิ่งรู้ว่าการกินข้าวคนเดียวมันโคตรเหงา



ให้ตายสิออเวย์มึงทำกูร้องไห้


....100%....
[ครบ]

ไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อนายแบบกับหนูเฟลใครน่าสงสารกว่ากัน หุหุ 
แชร์ความเห็นหน่อยเร้ววว 
ป.ล. ช่วยเชียร์ให้อิคนเขียนมีกำลังใจแต่งต่อไปด้วยนะคะ ^^
 

1 ความคิดเห็น: