วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

My Writer : Step Fort


My Writer : Step Fort



“แล้วมึงจะทิ้งงานเหรอออเวย์” ผมถามเสียงนิ่งไอ้ออเวย์ชะงักก้มหน้านิ่ง รอบข้างเริ่มเงียบเพราะบรรยากาศที่ฮึมครึมขึ้นฉับพลัน “มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบให้มึงทำอะไรเหมือนแค่ทำเล่นๆ สักแต่ว่าทำ ถ้ามึงไม่รักงานถ่ายแบบที่กำลังทำอยู่ก็เลิกซะ”


“ก็ได้... ผมจะเลิก”


“ไอ้ควาย!” ผมซักหมัดใส่ไหล่มันเต็มแรง ความจริงอยากจะซัดหน้ามันไปเลยด้วยซ้ำถ้าไม่เพราะว่าเกิดหน้ามันเป็นแผลขึ้นมาแล้วจะเป็นเรื่อง “กูประชด! มึงจะเลิกได้ยังไงก็ในเมื่อมึงเองที่เป็นคนเดินมาบอกกูว่าจะเข้าวงการ ชอบขนาดนั้นแท้ๆ มึงจะเลิกเพื่อกูรึไงไอ้โง่!”


“ผมไม่ได้ชอบ!” ไอ้ออเวย์ตะโกนกลับ


“แล้วมึงทำทำไมอยู่ได้ตั้งเป็นสิบๆ ปีถ้าไม่ชอบ!”


“เพราะตอนนั้นเฟลบอกว่าชอบนายแบบ! พอมีคนมาทาบทามผมถึงทำไงล่ะ! ถ้ารู้ว่าทำแล้วต้องแยกจากกันนานขนาดนั้นให้ตายก็ไม่ทำหรอก!”


“แล้วทำไมไม่เลิก...” ผมถามเสียงแผ่วยอมรับว่าอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน อารมณ์พลันวูบลงทันทีเมื่อนึกไปถึงเรื่องราวในวันนั้น





ตอน ม.5 ใกล้ช่วงปิดเทมอฤดูร้อน ช่วงเวลาพักเที่ยงเป็นเรื่องปกติที่ผมกับไอ้มึนจะต้องดอดไปเอ้อระเหยอยู่บนดาดฟ้าของตึกเรียนเป็นประจำเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย(ไอ้มึนมันฮอตเลยมีสาวๆ ตามติดให้วุ่น) ผมให้พุงไอ้มึนต่างหมอนนอนหงายมองฟ้า บรรยากาศสบายๆ กับสายลมพัดโชยทำผมเคลิ้มเกือบจะหลับอยู่รอมร่อ อยู่ๆ ไอ้มึนก็ลุกพรวดขึ้นจนผมที่หนุนท้องมันเกือบหัวฟาดพื้นดีที่มันช้อนท้ายทอยไว้ทัน


“เป็นเชี่ยไรวะ กูตกใจหมด”


“โทษทีๆ” ไอ้มึนขอโทษขอโพยผมด้วยสีหน้าหงอๆ “ผมแค่นึกเรื่องอะไรขึ้นได้น่ะครับ”


“เรื่องไร?”


“เฟลเคยบอกผมว่าเฟลชอบนายแบบใช่มั้ย”


“อ๋อ อากิระน่ะเหรอ... ก็นะคนไรหล่อชิบหายกูนะโคตรปลื้มเลย” พอมันถามภาพใบหน้าหล่อๆ การแต่งตัวเท่ๆ ของนายแบบคนดังในขณะนั้นก็วาบเข้ามาในหัว ยอมรับว่าตอนนั้นผมคลั่งเขาจริงๆ นะคือแบบ... ว่ายังไงดีล่ะ ก็เห็นอากิระเป็นประมาณ ‘ต้นแบบในฝัน’ ที่โตมาแล้วผมอยากจะเป็นแบบเขา หุ่นดี ตัวสูง เท่ หล่อ สาวตรึม อะไรงี้


“ผมสู้เขาได้มั้ย”


พอได้ยินไอ้มึนมันถามแบบนั้นผมก็หัวเราะก๊ากดังลั่นสิครับ ถึงไอ้มึนจะหล่อแต่ก็ยังเด็กอยู่มากถ้าเทียบกับอากิระที่เห็นหนุ่มเต็มตัวแล้วอย่างฟ้ากะเหว “มึงจะไปสู้เขาได้ยังไงวะ รอมึงดังให้ได้อย่างเขาก่อนเถอะแล้วกูจะเห็นว่ามึงหล่อ”


“แล้ววันนั้นเฟลจะหันมามองผมไหม?”


“เออ แน่นอนโว้ย มีเพื่อนเป็นนายแบบชื่อดังกูนะจะเอามึงไปอวดใครต่อใครทั่วเลย เดินกับมึงตอนนั้นคงยืดหน้าดู”





ตอนนั้นผมก็แค่พูดเพราะคะนองปากเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ปิดเทอมฤดูร้องได้อาทิตย์กว่าไอ้ออเวย์ก็มากดกริ่งหน้าบ้านด้วยสีหน้ามุ่งมั่นแล้วบอกผมว่ามีคนมาทาบทามให้เป็นนายแบบแล้วมันก็ตอบตกลงไปแล้ว...


“ถ้ามึงชอบก็ทำเถอะกูสนับสนุน”


ผมคิดมาตลอดว่าเส้นทางที่มันเลือกเดินนั้นเป็นเพราะความชอบของมันจริงๆ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเป็นเพราะคำพูดเรื่อยเปื่อยของผม...


“ก็เพราะเฟลอีกนั่นแหละ ผมถึงเลิกทำไม่ได้...” เสียงไอ้ออเวย์ดึงสติผมกลับมาสู่ปัจจุบัน ไอ้นายแบบมันก้มหน้ามือกำหมัดแน่นคล้ายสะกดอารมณ์ “เพราะผมรู้ไงว่าเฟลเกลียดคนทำอะไรไม่จริงจังผมถึงได้เดินหน้าทำงานนี้ต่อจนถึงเดี๋ยวนี้ ทั้งๆ ที่พอรู้ตัวอีกทีเฟลก็อยู่ห่างออกไปทุกทีเวลาเจอกันก็น้อยลงจนสุดท้ายขาดการติดต่อกันไปผมก็อยากจะเลิกมันเดี๋ยวนั้นด้วยซ้ำ แต่ถ้าผมเลิกเฟลก็จะลืมผมไปในซักวันผมถึงได้พยายามทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อให้ตัวเองได้ติดท็อบเทนของนิตยสารชั้นนำ พยายามออกสื่อบ่อยๆ เฟลจะได้ไม่ลืมผมไป...”


“...ออเวย์ ...มึง” ผมเอื้อมมือไปจับมืออันสั่นเทาของมันช้าๆ สิ่งที่ได้ยินทำผมหัวใจอ่อนยวบขณะเดียวกันก็หนักอึ้งเหมือนมีใครเอาก้อนหินยักษ์มากดทับ ในขณะที่มันพยายามแทบตายเพื่อไม่ให้ผมลืมมันแต่ผมกลับตั้งหน้าตั้งตาเรียนในสิ่งที่ชอบโดยไม่คิดทำอะไรอย่างการพยายามติดต่อมันเลย 


ไร้สาระและเสียเวลาอันมีค่าโดยเปล่าประโยชน์...


นั้นล่ะสิ่งที่ฉุดรั้งผมไว้เมื่อคิดจะหาทางติดต่อออเวย์ ทั้งๆ ที่ถ้าคิดจะทำจริงๆ ผมคงหาทางเจอมันได้ไม่ยาก ก็มันดังขนาดนั้นแค่เดินไปติดต่อที่โมเดลลิ่งที่มันสังกัดอยู่ก็ได้เจอแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ทำ...


ฮะๆ ผมมันโคตรเชี่ยเลยว่ะว่ามั้ย? 


เพิ่งมาเห็นค่าความพยายามของไอ้ออเวย์ก็ตอนที่เวลาผ่านมาถึงสิบปีแล้ว


“ที่ผมทำทั้งหมดนี่ทำเพราะอะไรและทำเพื่อใครเฟลยังไม่รู้อีกเหรอ...”


“เพื่อกูไง รู้สิกูรู้แล้ว” ผมบอกเสียงสั่นตาพร่าไปหมดเหมือนน้ำตามันจะไหลออกมาให้ได้ยังไงยังงั้น “บอกไว้เลยนะ เดี๋ยวนี้มึงโคตรเท่เลยว่ะ”


“หล่อสู้อากิระได้มั้ย”


“อากิระยังเทียบมึงไม่ติด”


“เดินกับผมแล้วอายใครไหม”


“อายทำไม กูยืดจะตาย” 


“แล้ววันนี้เฟลหันมามองผมบ้างรึยัง” 


สายตาสื่อความนัยแอบแฝงเหมือนในอดีตที่มันเคยใช้มองผมตอนถามว่า “แล้ววันนั้นเฟลจะหันมามองผมไหม?” วันนั้นผมไม่เข้าใจความหมายที่มันต้องการสื่ออาจจะเพราะผมยังเด็กอยู่ก็ได้ แต่วันนี้ไม่แล้วผมโตพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร สายตามันบอกผมว่า ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือวันนี้มันไม่เคยเห็นผมเป็นแค่เพื่อนสนิท...


...มันรักผม...


“ก็นะ กูก็เริ่มๆ มองมึงในมุมอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนสนิทบ้างแล้วเหมือนกัน” ผมบอกยิ้มๆ


“ดีจัง... ความพยายามของผมไม่สูญเปล่า” ไอ้มึนยิ้มตอบแววตามันเป็นประกายระริกราวกับมีความสุขเสียเต็มประดา


“เอางี้มั้ยมึง เรามาพบกันคนละครึ่งทางต่อหน้าคนอื่นกูให้ได้แค่กอดกับหอมแก้มห้ามเกินกว่านั้น ส่วนมึงให้เวลากับใจกูสักนิดนะแล้วมึงจะไม่ผิดหวัง”


“คุณแฟนตาแดง... อย่าร้องไห้เพราะผมนะสัญญาว่าจะไม่เอาแต่ใจอีกแล้ว ไม่ต้องฝืนรักผมก็ได้แค่อยู่ข้างๆ กันก็พอ” ไอ้ออเวย์สบตาผมในระระประชิดสองมือประคองแก้มให้ความอบอุ่น


“ใครร้องไห้เพราะมึงกูเจ็บมือหรอกไหล่มึงแข็งชิบหาย” ผมปด 


“งั้นคุณแฟนก็ความรู้สึกช้ามากอ่ะดิ ตีตั้งนานแล้วเพิ่งมารู้สึกเจ็บ” ไอ้นายแบบหัวเราะเบาๆ ไม่เชื่อที่ผมตอแหลไป มันอ้าแขนออกกว้างยิ้มตาหยีให้ผม “มาคุณแฟน ขอกอดหน่อย”


“เชี่ย” ปากด่าแต่ร่างกายผมมันทรยศโอนอ่อนยอมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดมันแล้วครับ แถมไอ้มือไม่รักดีก็ยังด้านกล้ากอดตอบมันด้วยเอ้า! 


“ลูบหลังด้วยครับ” ได้คืบจะเอาศอกแต่เมื่อมันขอผมก็ให้ จัดการลูบหลังมันเบาๆ ตามที่ขอ


ไอ้มึนกลับมาหูตั้งหางตั้งระริกระรี้อีกครั้งจนผมอดไม่ได้ขยี้ผมที่ถูกเซ็ตมาเป็นอย่างดีของมันจนยุ่งเหยิง ไอ้มึนยิ้มร่าไม่ปัดป้องดูท่าจะชอบด้วยซ้ำเพราะมันก้มหัวลงมาให้ผมขยี้หัวมันอย่างถนัดมือด้วย


“กูไม่ได้ฝืนใจอะไรมึงก็เห็น แต่แค่ให้เวลากูบ้างก็เท่านั้น...” ผมบอกมันเบาๆ “เป็นเด็กดีนะมึงแล้วกูจะอยู่ข้างๆ เอง ไม่หนีไปไหนอีกแล้ว”


“ครับผม”


ณ ตอนนี้รู้สึกบรรยากาศรอบกายมันหวานเลี่ยนอบอวนไปด้วยแสงสีชมพูเหลือบม่วงแปลกๆ เหมือนตัวเองได้เดินเข้าเขตป่าสีม่วงมาแล้วครึ่งก้าวยังไงยังงั้น 


เหมือนลืมอะไรไป...


ก็จะอะไรซะอีกล่ะ! ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ผมยืนแสดงบทรัก(แค่กอดโว้ย)ในป่าสีม่วงอมชมพูให้ไอ้พวกเพื่อนร่วมงานชมเป็นขวัญตาจนพวกมันพากันอึ้งตาค้างอ้าปากหวอน้ำลายยืด แถมผมคาดว่าพวกมันน่าจะค้างกันมาตั้งแต่ผมกับไอ้มึนเริ่มมีปากเสียงระบายความในใจกันแล้ว เอาล่ะสิไอ้เฟลมึงจะทำยังไงดีวะ ถึงตอนนี้มึงจะยังไม่รับรักไอ้นายแบบเต็มร้อยแต่มึงก็ประกาศไปแล้วว่าสักวันจะรักมันแน่ๆ ท่ามกลางฝูงเพื่อนร่วมงาน!


พวกมันจะรับได้มั้ยวะ?


ผมหน้าซีดสั่นเป็นเจ้าเข้าไม่กล้าเงยหน้ามองพวกมันกลัวเจอสายตาขยะแขยง


“อ้วกกกกกกกกกกกกกกกกกก” เสียงโกงคออ้วกดังประสานคับสำนักงานเล่นเอาผมใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เวรแล้วไงพวกมันต้องรับไม่ได้แน่ๆ 


 “เอ้าๆ ไหนๆ ไอ้เฟลมันก็ขายออกแล้วพวกเราต้องส่งเสียงเชียร์ดิวะไปอ้วกใส่มันทำไม เอาใหม่ๆ ไหนฮิ้วซิฮิ้วอ่ะ” ไม่ต้องถามนะว่านี่เสียงใครยังไงก็หนีไม่พ้นเฮียชินอยู่แล้ว เฮียแม่งพูดอะไรออกมาวะเดี๋ยวผมถูกรังเกียจกว่าเดิมหรอก ใครแมร่งจะมาฮิ้วออกก็โก่งคออ้วกขยะแขยงกันขนาดนั้น


“ฮิ้วววววววววววววววว” น่านเอากับเพื่อนร่วมงานผมเรื่องรั่วๆ อย่างนี้ล่ะชอบกันจริงๆ... 


เอ๋?


ผมเงยหน้ามองทุกคนพรึบอย่างลืมกลัว พวกมันไม่ได้มองผมด้วยตายมารังเกียจครับตรงกันข้ามเพราะมีแต่สายตาล้อเลียนด้วยซ้ำ!


ใครมีมะกรูดดดดด” เฮียชิน


“มาแลกมะนาว” สร้อยรับจากเพื่อนร่วมงาน


อะ อะไรวะ... ไม่รังเกียจเหรอ?


“ใครมีลูกเขย” เฮียชิน


“มาแลกลูกเขยยยยย ตะละลาาาาา~” สร้อยรับจากเพื่อนร่วมงาน


“อิ้วววววววว” แล้วพวกมันก็พร้อมใจกันรำวงรอบห้องเคาะโต๊ะเคาะผนังกันเป็นว่าเล่น


ลูกเขยแลกลูกเขยบ้านป๊าพวกมึงสิ!


มีการเอาเชือกมาขวางเป็นประตูเงินประตูทองให้ซอง(กระดาษเปล่า)แล้วผ่านได้ อะไรที่พอจะเอามาเป็นขวนขันหมากได้พวกมันเอาหมด ไอ้พวกเพี้ยนนี่พ่อไล่เตะซะเลย ก็ดีใจอยู่หรอกที่พวกมันไม่ได้รังเกียจแต่กูจะดีใจกว่านี้ถ้าพวกมึงไม่ล้อกู


“อะ ไอ้พวกเชี่ยยยยย อย่าอยู่เลย”


“อ๊ากกก ไอ้นายแบบหัวเราะพ่อง เมียมึงเตะตูดกูระบบแล้วเนี่ย” เฮียชินส่งนิ้วกลางให้ไอ้ออเวย์ที่หลุดมาดตบโต๊ะหัวเราะก๊าก เฮียชินร้องลั่นวิ่งหนีผมให้วุ่นส่วนคนอื่นๆ มีเหรอจะอยู่ให้โดนด้วยต่างคนต่างวิ่งกันกระจายยังกับผึ้งแตกรัง ต่างคนต่างหอบแฮกไปตามๆ กัน


“หน้ามึงตอนกลัวพวกกูนะแมร่งโคตรฮาว่ะ ไก่ต้มยังซีดได้ไม่เท่ามึง” เจ๊ก้อยสาวสวย(ถึกและบึกบึน)เพียงหนึ่งเดียวในสำนักงานตบบ่าผมป๊าบๆ เฮียชินที่นอนแผ่หลาอยู่ข้างๆ ผมหัวเราะก๊าก


“มึงจะกลัวพวกกูรับไม่ได้ทำไมวะอย่าลืมสิว่าที่นี่สำนักพิมพ์การ์ตูนวายนะมึง ถ้ารับไม่ได้พวกกูจะทำงานที่นี่กันได้ยังไงตั้งหลายปีก่อนสำนักพิมพ์จะดังอย่างวันนี้ด้วยซ้ำ”


“ผมลืมคิดว่ะเฮีย”


“พวกกูดูออกกันตั้งนานแล้วว่ามึงกับไอ้นายแบบมีซัมติงรองกัน ถึงมึงปิดแทบตายก็ไม่เป็นผลหรอกเพราะไอ้นายแบบมันเปิดเผยซะขนาดนั้นว่าอยากเสียบตูดมึง”


“เจ๊เกรียนว่ะ” ผมบ่นอุบผู้หญิงอะไรวะไม่กระดากปากเลยรึไงขนาดผมคนฟังยังหน้าปั้นยากเลยเสียวตูดเป็นพักๆ เหลือบมองไอ้มึนก็จริงอย่างที่เจ๊ว่าไอ้เชี่ยนี่ไม่เก็บอาการด้วยซ้ำว่าคิดยังไงกับผม


“กูจะบอกอะไรให้นะไอ้ลูกหมา” เฮียชินคว้าคอผมไปซุกรักแร้(ตั้งแต่เมื่อวานเฮียยังไม่ได้อาบน้ำไม่ใช่เหรอ เห็นใจโพรงจมูกผมหน่อยขอร้อง)แล้วทำท่ากระซิบกระซาบ “ในนี้นอกจากคู่มึงกับไอ้นายแบบแล้วยังมีคู่อื่นอีกหลายคู่โว้ยยยย เขารู้กันทั้งบางแค่ไม่พูดกันออกมาเท่านั้น”


“จริงดิ๊!” ผมลุกพรวดสอดสายตาสแกนหาคู่ที่เฮียว่าแต่ดูยังไงก็ไม่เจอผมเลยก้มลงไปซุกรักแร้เฮียอีกรอบ ถึงจะเหม็นแต่ไม่เป็นไรความเสือกคือลูกฮึกยังไงก็ไม่มีทางสลบไปก่อนรู้ความแน่เชื่อสิ “ใครวะผมดูไม่ออก”


“ความลับทางราชการห้ามเปิดเผยเอาแค่มึงรู้ว่ามีก็พอ แล้วช่วยเถิบหัวออกไปด้วยไอ้นายแบบจะแดรกหัวกูอยู่แล้ว”


“กระซิบกระซาบอะไรกันครับคุณแฟน ใกล้ไปแล้วนะผมหวง” ไม่ทันขาดคำตัวผมก็ลอยหวือไปแปะหมับอยู่บนตักไอ้นายแบบห่างจากเฮียชินไปเป็นโยชน์พร้อมกับสายตาล้อเลียนของคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์


เชี่ยทำกูเขินทุบขาแมร่งเลย


“โอ้ยเจ็บ คุณแฟนเขินรุนแรงอีกแล้ว~” ไอ้มึนโอยครวญเกาะแข้งเกาะขาผมได้น่าส่งปลายตีนสะกิดโคตรๆ มันเอาหน้ามาถูกับแก้มผมซะโย้เย้แล้วทำตาปริบๆ อ้อน “เย็นนี้ผมไม่ว่างมีงานต้องทำ พรุ่งนี้ตอนเย็นเราไปฉลองกันสองคนนะครับ นะ”


“ฉลองไร?” วันเกิดมันก็ไม่ใช่ของผมก็ผ่านมาแล้วไอ้มึนยังซื้อตุ๊กตาหมีควายตัวเท่าบ้านมาให้อยู่เลย


“ก็...เรื่องนั้นไง”


“?”


“เฟลยอมเปิดใจให้ผมแล้ว ผมดีใจมากๆ เลยล่ะ อยากจะกอดอยากจะจับกดคุณแฟนมากมายก็น่ารักซะขนาดนี้นี่นา แต่เพราะสัญญาไว้แล้วว่าถ้าต่อหน้าคนอื่นผมจะไม่ลุ่มล่ามมากไป เพราะงั้นเพื่อไม่ให้ผมเผลอจับกดคุณแฟนซะก่อนตอนอยู่สองต่อสอง พรุ่งนี้เราไปทานข้าวข้างนอกนะ...นะครับ” ไอ้ออเวย์กระซิบอ้อนข้างหูผมกันเฮียชินที่คอยืดคอยาวรอเสือกเรื่องชาวบ้านจะได้ยินเอา


กลัวเผลอจับกดกูเนี่ยนะ?! เหตุผลบ้าบออะไรของมึง


อยากจะด่ามันไปแบบนั้นเหมือนกัน แต่ไม่เอาดีกว่านานๆ ทีออกไปกินข้าวข้างนอกบ้างก็ดี


“มึงนัดสถานที่มาเลยเลิกงานแล้วกูจะไปเอง เราค่อนไปเจอกันที่นั่น”


“อ๋า ทำไมอ่ะ อยากมารับคุณๆๆๆ” ไอ้มึนงอแงแต่ถูกผมหน้าดุใส่มันเลยหงอ “ก ก็ได้...”


“โอ้ยๆ อิก้อยมึงรีบพากูออกไปจากป่าสีม่วงนี่ที อยู่นานๆ กูจะอ้วกพวกแมร่งสองคนปล่องรังสีสีม่วงใส่กู~” ไอ้เฮียชินทำหน้าตาเหยเกมือกุมลำคอเหมือนอากาศไม่บริสุทธิ์


“โอ๋ๆ อิชินอย่าเพิ่งตายเดี๋ยวกูจะรีบพามึงไปที่ๆ อากาศบริสุทธิ์เอง~” เจ๊ก้อยร่างบึกรับมุกรี่เข้ามาแบกเฮียชินขึ้นบ่าแล้วเดินเซเป๋ไปเป๋มารอบห้องก่อนทำหน้าเซ็งโยนเฮียชินลงบนโซฟามุมห้อง “อิชินกูหาไม่เจอในห้องนี้มันมีรังสีสีม่วงอบอวนไปหมดแล้วว่ะ ถ้าอยากได้อากาศบริสุทธิ์กูแนะนำบนดอยมึง รับรองปราศจากสารปนเปื้อน”


“ป๊ะ! ไกลปานนั้นกูคิดถึงมึงตายห่า” เฮียชินทำหน้าเครียดอย่างกับไม่มีตังค์จ่ายค่าหอส่วนเจ๊ก้อยพอได้ยินก็ทำหน้าสะอิดสะเอียนประมาณว่ามึงอย่ามาตอแหล “ไม่เอาดีกว่าอยู่นี่ก็ได้แค่อย่าเฉียดไปใกล้ไอ้เฟลเป็นพอ”


อ้าวแซวกูไม่พอยังทำท่ารังเกียจกูอีกเหรอวะเฮีย


เดี๋ยวพ่อสอยลงหลุม ฮึ่ม!

...100%... 
[ครบ]

1 ความคิดเห็น: